วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

6 วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ

6 วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ


ช่วงนี้มี?ทุนไปเรียนนอกฟรี เยอะมากแต่น้องๆหลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวยัง เริ่มอะไรก่อน วันนี้ teen.mthai.com ก็จะมาแนะนำ 6 วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ?…ซึ่งคำถามยอดฮิตที่ถามกันทุกวันคือ “ไม่เก่งอังกฤษจะไปเรียนต่อนอกได้มั้ย? ไม่เก่ง?อังกฤษจะสอบชิงทุนได้มั้ย?” นั่นสินะ …. จะได้มั้ย??
เรียบเรียง teen.mthai.com อ้างอิง พี่เป้ เด็กดี
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
ถ้าบ้านของน้องส่งไปเอง ออกค่าใช้จ่ายเอง ยังไงน้องก็มีโอกาสได้ได้อยู่แล้ว
ค่ะ พูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยว่า “เงิน” สามารถช่วยจัดการหลายๆ อย่างได้(ในระดับนึง) เช่น น้องสมัครเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองนอกไปโดยจะออกเงินเอง ไม่ได้ขอทุน โดย?ที่มีคะแนนสอบภาษาอังกฤษพวก TOEFL หรือ IELTS ไม่ค่อยดีนัก มหาวิทยาลัยเขาจะ?ยังไม่ปฏิเสธน้องทีเดียวเลยหรอกค่ะ แต่เขาจะยื่นข้อเสนอหรือ offer มาก่อนว่า “จะรับเข้าเรียนโดยต้องไปสอบ TOEFL หรือ IELTS ใหม่อีกรอบให้ผ่านตามคะแนนที่กำหนด”?ดังนั้นหากเราไปสอบมาใหม่ให้ได้คะแนนดีขึ้น จ่ายค่าเทอม แค่นี้ก็ได้ไปเรียนแล้ว
หรือในอีกกรณี หากน้องสมัครเรียนผ่านเอเจนซี่ ไม่มีเอเจนซี่ที่ไหนตอกกลับมาหรอกว่า?”โอ๊ย ภาษาไม่ดี ไปเรียนนอกไม่ได้หรอกค่าาาา” เพราะเท่ากับว่าเอเจนซี่นั้นจะเสียลูกค้าไปแน่ๆ แต่เอเจนซี่จะช่วยหาโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้มีเงื่อนไขสูงมากนัก?ที่พอจะรับคนที่ไม่เก่งภาษามากเข้าไปเรียนได้ เพราะยังไงเอเจนซี่ก็ต้องรักษาฐานลูกค้าไว้ก่อนค่ะ
- ถ้าน้องจะสมัครทุนหรือสอบชิงทุน ขอตอบเลยว่า “ไม่น่ารอดค่ะ” ทุนมีให้สำหรับคนที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งคำว่า “เหมาะสมที่สุด” นั้น ก็รวมไปถึงความเก่งทางวิชาการและรวมถึงภาษาอังกฤษด้วย ซึ่งจะสะท้อนผ่านคะแนน TOEFL หรือ IELTS ที่เราต้องใช้ยื่นเพื่อสมัครทุน บอกเลยว่า TOEFL หรือ IELTS นี่ไม่ง่ายค่ะ บางคนต้องติวเป็นปีก่อนไปสอบเลยนะ ดังนั้นใครไม่เก่งภาษาอังกฤษ พี่ว่าจะไปสมัครทุนหรือสอบชิงทุนนี่โอกาสได้น้อยมากๆ
ดังนั้นหากน้องมีโอกาสได้ไปเจอเพื่อนที่ได้ทุน และเพื่อนบอกกับน้องว่า “เราเองก็ไม่เก่งหรอกนะ” ให้เชื่อเถอะว่า เขาถ่อมตัวค่ะ = =”
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ?2 ต้องมีคะแนนสอบภาษาอังกฤษ
คะแนนที่ว่านั้นก็คือ TOEFL หรือ IELTS ที่เขียนไว้แล้วในข้อแรกนั่นเอง หลายๆ คนอาจจะยังงงๆ ว่าคืออะไร?
- TOEFL(อ่านว่า โทเฟิล) และ IELTS (อ่านว่า ไอเอลท์) เป็นผลทดสอบ?ภาษาอังกฤษที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยที่ไหนๆ ในโลกก็ยอมรับคะแนนพวกนี้ ดังนั้นน้องๆ ที่คิดจะโกอินเตอร์แน่นอน “ต้องสอบเก็บไว้”
- TOEFL มีการสอบหลายแบบ เช่น สอบด้วยคอมพิวเตอร์ สอบด้วยกระดาษ แต่วิธีที่นิยมที่สุดในปัจจุบันคือสอบด้วยอินเตอร์เน็ต เราเรียกว่า TOEFL iBT โดยมีคะแนนเต็มที่ 120 คะแนน มหาวิทยาลัยส่วนมากมักกำหนดที่ 70 คะแนนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นมหาวิทยาลัยดังระดับโลก จะเรียกที่ 100 คะแนนขึ้นไปค่ะ สำหรับคนที่คิดจะสอบไว้สมัครทุนต่างๆ พี่ว่าควรได้อย่างต่ำที่ 80 ขึ้นไปนะ
สามารถสมัครสอบได้ที่ www.toefl.org หรือ?ผ่านเอเจนซี่ต่างๆ ที่เป็นตัวแทนรับสมัคร ค่าสอบอยู่ที่ 160 USD (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 5 พันบาทค่ะ
- ส่วน IELTS มีคะแนนเต็มที่ 9.0 มหาวิทยาลัยทั่วไปจะเรียกที่ 5.5 คะแนนขึ้นไป แต่ถ้ามหาวิทยาลัยดังๆ ก็จะกำหนดไว้ที่ 7.0 ค่ะ สำหรับคนที่คิดจะสอบไว้สมัครทุนต่างๆ ควรได้ 6.0 ขึ้นไป สามารถสมัครสอบได้ที่ British Council ค่าสอบอยู่ที่ประมาณ 6 พันกว่าบาทค่ะ
- ทั้ง TOEFL และ IELTS ข้อสอบจะมี 4 พาร์ทคือ ฟัง พูด อ่าน เขียน โดย?น้องต้องปึ๊กทั้ง 4 พาร์ท จะเก่งพูดแต่ไม่เก่งอ่านก็ไม่ได้ เพราะบางมหาวิทยาลัยก็จะมีเงื่อนไขคะแนนด้วย เช่น คะแนนสอบ IELTS แต่ละส่วนจะมีคะแนนเต็มที่ 9.0 จากนั้นจะนำมาหาร 4 เพื่อสรุปเป็นคะแนนตัวจริง
แต่บางมหาวิทยาลัยก็จะกำหนดว่า คะแนน IELTS ต้องได้ 6.5 ขึ้นไป โดยไม่มีพาร์ทไหนได้ต่ำกว่า 6.0 ดังนั้นต่อให้บางคนได้่พาร์ทการพูด การเขียน การฟังเต็ม 9.0 แต่ได้พาร์ทอ่านแค่ 5.0 แบบนี้ก็ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์มหาวิทยาลัยนั้นค่ะ (โหดมั้ยล่ะนั่น)
- คะแนนจะเก็บไว้ใช้ได้ 2 ปี ส่วนมากจัดสอบเดือนละ 2-4 ครั้ง ผลสอบจะออกหลังสอบประมาณ 2 สัปดาห์
- คนส่วนมากนิยมไปสมัครคอร์สติว TOEFL หรือ IELTS ก่อนสอบ เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่าค่อนข้างยาก ค่าสอบก็แพง ดังนั้นบางคนจึงยอมจ่ายแพงเสียเงินไปติวเพื่อความชัวร์ สอบทีเดียวจะได้ผ่านเลย
- แล้วจะเลือกสอบอะไรดี? ถ้าน้องคิดจะไปเรียนที่อเมริกา ควรสอบ TOEFL ค่ะ แต่หากจะไปแถบยุโรปหรือออสเตรเลีย ควรสอบ IELTS เพราะจะเป็นที่นิยมมากกว่า (แต่จริงๆ มันพอแทนกันได้ค่ะ)
***คำแนะนำจากพี่คือ ใครคิดจะสมัครทุนจริงๆ น้องควรต้องไปสอบเก็บไว้จริงๆ นะ มันเป็นอะไรที่สำคัญมากๆๆ เพราะบางทุนให้ระยะเวลาในการสมัครเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น!! ซึ่งพอถึงเวลานั้น น้องอยากได้ทุนนี้มาก แต่น้องก็ต้องชวดแน่นอน เพราะถึงน้องไปสมัครสอบ TOEFL หรือ IELTS แต่กว่าผลจะออกก็ 2 สัปดาห์แล้ว ดังนั้นไปสอบเก็บไว้ล่วงหน้าเถอะ?พี่ขอร้อง***
สอบ TOEIC แทนได้มั้ย?? TOEIC
เป็นข้อสอบภาษาอังกฤษที่มักใช้วัดความสามารถก่อนเข้าทำงาน ดังนั้นนิสิตนักศึกษาจะนิยมสอบกันค่อนข้างเยอะค่ะ มีคะแนนเต็มที่ 990 คะแนนค่ะ ข้อสอบไม่ยากมาก แถมค่าสอบก็ไม่แพง แค่พันกว่าบาทเท่านั้น
แต่!! จุดประสงค์ของข้อสอบ TOEIC จะต่างจาก TOEFL/IELTS เพราะ?TOEIC จะเน้นเพื่อเข้าทำงานซะมากกว่า ดังนั้นมหาวิทยาลัยในอเมริกาและยุโรป?จึงไม่พิจารณาคะแนน TOEIC ค่ะ แต่พี่เองก็เคยเห็นพวกทุนการศึกษาบางทุนในแถบเอเชีย อนุโลม ให้ใช้ TOEIC ในการยื่นสมัครด้วย เพราะฉะนั้นน้องๆ ก็ควรไปสอบตัวนี้เก็บไว้ด้วยนะ
นอกจากนี้ยังมี SAT เป็นผลสอบอีกตัวหนึ่งที่ “น้องๆ ที่อยากไปเรียนปริญญาตรีที่อเมริกา” ควรมีไว้ค่ะ ดังนั้นพวกทุนต่างๆ ที่จะให้ไปเรียนอเมริกามักกำหนดว่าต้องมีผลสอบ SAT ด้วย และยังมีหลักสูตรอินเตอร์ในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงที่ไทยก็กำหนดด้วยว่า?ให้ใช้ผลสอบ SAT ในการยื่นสมัคร หรือแม้แต่บางมหาวิทยาลัยในบางประเทศ เช่น?สิงคโปร์ ก็กำหนดให้ใช้ SAT ในการสมัครเข้าเรียนเหมือนกันค่ะ ดังนั้นใครคิดว่าพอไหวก็ลองไปสอบนะ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ 3?สอบวัดระดับภาษาอื่นๆที่จำเป็น
น้องๆ ที่คิดจะไปเรียนต่อในประเทศที่ใช้ภาษาที่ 3 ต้องอ่านไว้ค่ะ โดยเฉพาะเกาหลี จีน ญี่ปุ่น น้องๆ ควรไปสอบวัดระดับภาษาเกาหลีนั้นๆ เก็บไว้ เพราะบางทุนกำหนดว่า “ต้องมีคะแนนวัดระดับของภาษานั้นๆ” ประกอบในการยื่นสมัครด้วย หรือบางทุนไม่ได้บังคับว่าต้องมี แต่ทุนนั้นๆ มักจะลงท้ายว่า ” ผู้ที่มีผลคะแนนวัดระดับของภาษานั้นๆจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ” แล้วแบบนี้จะไม่ไปสอบเก็บไว้ได้ยังไงล่ะ??
ตัวอย่าง ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ( ปริญญาตรี ) กำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครไว้ว่าต้องเป็นไปตามข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
- มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.80 ขึ้นไป
- มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.30 ขึ้นไปและมีผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับ 1 หรือ 2
- มีผลการเรียนเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไปและมีผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นระดับ 3 หรือ 4
น้องๆ หลายคนที่เกรดไม่ถึง 3.80 ก็ต้องชวดทุนนี้ไปอย่างน่าเสียดายมากกกก แหม?ถ้ามีผลสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นไปยื่นด้วยก็สบายเลย น่าเสียดายมากค่ะ นี่คือตัวอย่างว่าทำไมเราถึงควรไปสอบวัดระดับภาษานั้นๆ เก็บเอาไว้
- การสอบวัดระดับภาษาจีน (HSK) จัดสอบปีละ 2 ครั้ง กลางปีและปลายปี สมัครได้ที่ มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง สำนักงานกรุงเทพ
- การสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่น (JLPT) จัดสอบปีละ 2 ครั้ง กรกฎาคมและธันวาคม สมัครได้ที่ โรงเรียนสอนภาษาสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น
- การสอบวัดระดับภาษาเกาหลี (TOPIK) จัดสอบปีละครั้ง ตุลาคม สมัครได้ที่ โรงเรียนนานาชาติเกาหลี
นั่นก็คือกำหนดการการสอบคร่าวๆ นะคะ ขอย้ำเลยว่าควรต้องสอบเก็บไว้และติดตามข่าวให้ดีว่าเขาจะเปิดรับสมัครเมื่อไหร่ อย่างก่อนหน้านี้มีน้องๆ มาถามพี่บ่อยมากว่า สอบวัดระดับเกาหลีเมื่อไหร่? ทั้งๆ ที่มันเพิ่งจะสอบเสร็จไปไม่นานนี้เอง T^T ดังนั้นต้องติดตามให้ดีๆ ค่ะ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ 4?เตรียมเอกสารให้พร้อม
มาถึงหมวดเอกสารบ้าง เอกสารที่ใช้ในการสมัครทุนต่างๆ นั้นมีเยอะทีเดียวค่ะ ?เอกสารที่ต้องขอจากโรงเรียน
- ใบแสดงผลการศึกษา หรือเรียกง่ายๆ ว่าทรานสคริปต์ คือใบที่จะบอกว่าเกรดแต่ละวิชาในแต่ละระดับชั้นที่ผ่านมา เราได้เท่าไหร่บ้าง หรือใบปพ.1 นั่นเองค่ะ
- ใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียนหรือใบรับรองการจบการศึกษา คือใบที่ทางโรงเรียนจะรับรองว่า เรานี่แหละมีสภาพเป็นนักเรียนของโรงเรียนนี้จริงๆ หรือหากน้องเพิ่งเรียนจบมา มันก็จะกลายเป็นใบที่รับรองว่าเราจบการศึกษาจากโรงเรียนนี้จริงๆ นะ
เอกสารทั้ง 2 ใบนี้สำคัญมากกกกค่ะ น้องสามารถขอได้จากฝ่ายทะเบียนของโรงเรียน และควรขอเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ(ถ้าโรงเรียนสามารถทำให้ได้)
คำแนะนำคือ ให้น้องขอไว้ทีเดียวอย่างละ 5-6 ใบเลยค่ะ เพราะบางทีเกิดอาการหลายใจ ทุนนั้นก็น่าสมัคร ทุนนี้ก็น่าสนใจ เราจะได้ไม่ต้องกลับไปขอใหม่บ่อยๆ เสียเวลาเปล่าๆ ให้ขอมาทีเดียวเยอะๆๆ เลยค่ะ ขอเป็นสิบใบเลยก็ได้ นอกจากนี้ อย่างที่บอกไปแล้วว่าบางทุนเปิดให้สมัครแค่ 2 สัปดาห์ แล้วดันตรงกับช่วงปิดเทอมพอดี แย่เลย เพราะบางโรงเรียนก็ดำเนินการช้ามาก ใช้เวลาทีเป็นสัปดาห์กว่าจะเสร็จ ดังนั้นน้องควรไปขอมาตุนไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ
เอกสารที่เป็นของเราเอง
- สูติบัตร หรือใบรับรองการเกิด หลายคนคงสงสัยว่าทำไมพวกทุนการศึกษาถึงต้องขอใบนี้ด้วย?? คำตอบก็คือ เขาขอเพื่อไปดู “ความสัมพันธ์ระหว่างเราและบิดามารดา” ว่าพ่อแม่เราชื่อนี้จริงๆ มั้ย พ่อแม่เราสัญชาติไทยจริงๆ หรือเปล่า ดังนั้นสูติบัตรเป็นอีกใบที่ต้องใช้ค่ะ หากของใครอยู่ในสภาพที่เน่ามาก น้องๆ สามารถไปขอคัดสำเนาสูติบัตรได้ที่สำนักงานเขตค่ะ
- ทะเบียนบ้าน ส่วนมากจะใช้หน้าที่มีชื่อเรานั่นเอง
- หนังสือเดินทาง หรือพาสปอร์ต บางทุนกำหนดว่าผู้สมัครต้องส่งสำเนาพาสปอร์ตไป
ให้ดูด้วย เพื่อดูว่าเรามีสัญชาติไทยจริงๆ มั้ย แต่หากใครไม่มีพาสปอร์ตจริงๆ อาจจะใช้สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนแทนได้ค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ก็เป็นภาษาอังกฤษกันหมดแล้วเนาะ
เอกสารที่ต้องนำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ
เอาล่ะ เตรียมเอกสารสำคัญกันในมือครบแล้ว เอ๊ะ เอกสารที่เรามีมันเป็นภาษาไทยหมดเลย ทำไงดี?? แน่นอนค่ะว่า ทางทุนเค้าอ่านไม่ออกแน่ๆ ดังนั้นเราจึงต้องนำเอกสารทั้งหมดไปแปลเป็นภาษาอังกฤษค่ะ
- น้องๆ ควรนำไปแปลตามร้านรับแปลเอกสารต่างๆ หาได้ทั่วไปตามริมถนน ใช้เวลา 1-2 วันเท่านั้น เอกสารที่ควรนำไปแปลคือ เอกสารที่ต้องเน้นความแม่นยำและถูกต้อง แบบว่า?แปลผิดไม่ได้เด็ดขาด นั่นก็คือเอกสารราชการค่ะ เช่น ใบสูติบัตร ใบทะเบียนบ้าน (ไม่แนะนำให้แปลเองนะคะ เพราะแปลผิดขึ้นมาเดี๋ยวจะยุ่ง) ใช้เวลาแปล 2-3 วัน ค่าแปลหน้าละประมาณ 300 บาท
- เมื่อแปลเสร็จเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษมาแล้ว ต้องมีการรับรองว่าเอกสารที่แปลนั้นถูกต้อง โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบคือ กรมการกงสุล น้องๆ สามารถอ่านวิธีการยื่นคำร้องรับรองเอกสารได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย ซึ่งหากน้องเกิดแปลเองและแปลผิด ทางกรมการกงสุลจะติดต่อกลับมาว่าแปลผิดนะ ใช้ไม่ได้ ซึ่งก็จะยิ่งเสียเวลามากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงควรให้ร้านรับแปลเอกสารแปลให้แต่แรกน่าจะดีกว่าค่ะ
- ส่วนเอกสารอื่นๆ เช่น ใบแสดงผลการศึกษา ใบรับรองสภาพการเป็นนักเรียน หากโรงเรียนไม่สามารถออกเป็นภาษาอังกฤษได้จริงๆ (แย่จัง) น้องก็ควรนำไปให้ร้านรับแปลเอกสารแปลเหมือนกันค่ะ แต่ไม่ต้องนำไปรับรองที่กรมการกงสุลนะคะ (แต่พี่ก็เห็นมีน้องๆ บางคนลองแปลเองเหมือนกันนะ)
- พอร์ตฟอลิโอ หรือ ใบประกาศนียบัตร ที่เคยได้จากการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ไม่ซีเรียสค่ะ แปลเองได้โลด ไม่ต้องไปจ้างร้านรับแปลเอกสารก็ได้ค่ะ
***ทั้งหมดนี้สำคัญมากนะคะ อยากให้น้องๆ เตรียมเอกสารในมือให้พร้อมไว้?ล่วงหน้าเลย หลายคนสมัครทุนไม่ทันก็เพราะติดปัญหาเรื่องเอกสารนี่แหละค่ะ***
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ 5 คิดดีๆอยากเรียนที่ไหน ?
หากเป็นทุนการศึกษาของมหาวิทยาลัย เราคงไม่ต้องคิดมาก เพราะหากได้ทุนมา ก็ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นอยู่แล้ว แต่สำหรับทุนรัฐบาลของประเทศต่างๆ เช่น ทุนรัฐบาลเกาหลี ทุนรัฐบาลจีน ทุน 1 อำเภอ 1 ทุน เราสามารถเลือกมหาวิทยาลัยที่จะเรียนเองได้ค่ะ ซึ่งก็จะมีคำถามตามมา “พี่คะ หนูอยากเรียนด้านการเงินที่จีน มหาวิทยาลัยไหนดีและดังบ้าง?”
สิ่งที่จะช่วยตอบโจทย์ตัวนี้ให้เราได้ก็คือ RANKING หรือการจัดอันดับค่ะ น้องๆ สามารถค้นหาจากกูเกิ้ลได้ไม่ยาก เช่น “TOP FINANCE PROGRAM IN CHINA” เพียงเท่านี้ กูเกิ้ลก็จะช่วยหาคำตอบให้เราได้แล้วค่ะ ดังนั้นน้องๆ ควรศึกษาล่วงหน้าไว้บ้างว่า สาขาที่เราอยากเรียนนั้นมีที่ใดดังบ้าง จะได้มีเป้าหมายมากขึ้นว่าเราอยากเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไหน
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ
ตอนนี้ทุนเรียนต่อนอกก็มีเยอะแยะมากมาย บางทุนเราอาจจะไม่รู้จัก น้องๆก็ต้องคอยติดตามข่าวสาร เรียนต่อนอก ให้ดีๆนะคะ เช่น?โปรแกรมค้นหาทุนเรียนต่อนอกสามารถค้นหาได้แล้วว่ามีทุนให้เรียนในสาขาหรือประเทศที่เราต้องการหรือเปล่า
และนี้ก็คือ 6?วิธีเตรียมตัวไปเรียนต่อต่างประเทศ?ขั้นตอนในการเตรียมตัวก่อนสมัครขอทุน ลองนำไปใช้กันจะได้ไปเรียนต่างประเทศได้อย่างสบายๆ ^^

10 อันดับ ละครบรอดเวย์ยอดนิยม ปี 2012

10 อันดับ ละครบรอดเวย์ยอดนิยม ปี 2012


บรอดเวย์...ถนนสายละครเวทีในตำนานที่รวมสุดยอดละครเวทีมากกว่า 100 เรื่องเคยเปิดการแสดงที่นั่น ถ้าไม่นับรวม The Phantom of the opera และ Les Miserables สุดยอดละครเวทีตลอดการยาวนานมากกว่า 2 ทศวรรษการันตีจากการแสดงมากกว่า 10,000 รอบบนบรอดเวย์และคณะทัวร์ทุกมุมโลก นอกจาก 2 ละครเวทีเรื่องนี้แล้ว บรอดเวย์ยังมีละครเวทียอดนิยมอีกหลายเรื่องที่การันตีจากคนดู

โดยเว็บไซต์ http://www.broadway.com ได้จัด 10 อันดับ Most Popular ละครบรอดเวย์ประจำปีนี้

อันดับ 10  Sis
ter Act สร้างจากภาพยนตร์ชื่อดังเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เรื่องเกี่ยวกับ ซุปเปอร์ดีว่าของวงการดิสโก้ต้องมาอยู่ในคอนแวนต์คริสต์อันเข้มงวดในรูปแบบ แม่ชีจำเป็น 


อันดับ 9 Chicago Musical
 อเมริกันมิวสิคัลแท้ๆเรื่องแรก (มิวสิคัลบอร์ดเวย์ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากอังกฤษ)ที่ เล่นติดต่อยาวนานมากที่สุดของบอร์ดเวย์ เรื่องราวของนักโทษสาวร๊อกซี่ฮาร์ดกับการพยายามต่อสู้คดีแสนสนุกเชิงเสียดสี สังคมอเมริกัน เพลงแจ๊สสุดเร่าร้อนจนชิคาโก้ถูกไปสร้างเป็นหนังรางวัลออสการ์ในที่สุด


 

 

อันดับ 8 Mary Poppins แมรี่ป๊อปปินส์ เดอะมิวสิคัล สร้างจากวรรณกรรมสำหรับเด็กชื่อเดียวกัน ก่อนที่ดิสนีย์จะทำไปสร้างเป็นหนังเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ตอนนี้โลดแล่นอยู่บนโรงละคร เรื่องราวของแมรี่ป๊อปปินส์ พี่เลี้ยงเด็กผู้มีพลังวิเศษที่ทุกคนจะต้องตกตะลึงไปกับการเหาะเหินเดินอากาศ เวทมนต์สุดล้ำและสุดยอดของเทคนิคดิสนีย์บอร์ดเวย์




อันดับ 7   Spider-Man Turn Off the Dark จากแรงบันดาลใจในหนังสือการ์ตูนของมาร์เวลส์ ทำให้สไปเดอแมนมาโลดโผนโจนทะยานบนโรงละครเวที  เรื่องราวเริ่มต้นของปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ กับ ชีวิตของมนุุษย์แมงมุมที่สร้างความประทับใจคนดูทั่วจากเวอร์ชั่นโลกภาพยนตร์


อันดับ 6 The Book of Mormon เจ้าของ9 รางวัลโทนี่อวอร์ด ปี 2011 และละครเวทีปรัชญาสุดลึกล้ำ เรื่องราวของ2วัยรุ่นมิชชานารีนิกายมอร์มอนที่ถูกส่งตัวไปให้ช่วยเหลือชาวยูกันดา ทั้งสองพยายามเผยแพร่มอร์มอนแต่ต้องพบว่าที่นั่นมีแต่การคุกคามทั้งภัยสังคม โรคร้าย อาหาร และความขัดแย้งทางศาสนา 




อันดับ 5 Evita ติดอันดับละครเวทีตลอดกาลของบอร์ดเวย์ไปแล้ว จากบทละครเพลงสุดยอดของพ่อมดแห่งวงการ แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ Evitar ที่มีเพลงนำละครที่โด่งดัง Don't Cry For Me Argentina.  เรื่องราวของ Eva Peron ภรรยาคนที่สองของ Juan Perón ประธานาธิบดีอาร์เจนติน่า ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ของสตรีอันดับหนึ่งแห่งอาร์เจนติน่า สร้างเป็นภาพยนตร์นำแสดงโดยมาดอนน่า ในปี 1996


อันดับที่ 4 Wicked  ละครเพลงที่มีเพลงเพราะและเทคนิคแสงสีเสียงดีที่สุด เปิดแสดงทั่วทุกมุมโลกเรื่องราวก่อนเริ่มต้นThe Wizard of Oz’s เอ่ยถึงจุดกำเนิดของแอลฟี่แม่มดตัวเขียวและพลังวิเศษ เพลงเอก Defying Gravity และ For Good

อันดับที่ 3  Once Musical สร้างจากภาพยนตร์ดังปี2007 เป็นม้ามืดของมิวสิคัลบอร์ดเวย์เพราะเล่าเรื่องโดยไม่เน้นเทคนิคตระการตราแต่ใช้บทเพลงที่ไพเราะทันสมัย เรื่องราวของมิตรภาพระหว่างวัยรุ่น ความรัก และดนตรี

อันดับที่ 2   Jersey Boys เจ้าของรางวัลโทนี่อวอร์ดปี 2006  เรื่องราวของการเดินทางจากเด็กน้อยไปสู่ซุปเปอร์สตาร์ร้อยเรียงผ่าน 30 บทเพลงป๊อปชื่อดังอย่าง “Sherry,” “Big Girls Don’t Cry”  “Can’t Take My Eyes Off You.”



อันดับที่ 1 The Lion King ​Musical สุดยอดละครเวทีโปรดักชั่นจากดิสนีย์ สร้างจากการ์ตูนที่ประทับใจคนดูทั่วโลก เล่าเรื่องบนเวทีได้อย่างไม่ผิดเพี้ยง เรื่องราวของผาทรนงและเจ้าป่าน้อยซิมบ้า ทำให้ไลออนคิงส์ประสบความสำเร็จด้วยการไปทัวร์ทุกมุมโลก




วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

35 วิธีการกินอาหารลดน้ําหนัก ลดความอ้วน


35 วิธีการกินอาหารลดน้ําหนัก ลดความอ้วน

1. รับประทานผัก ผลไม้มากๆ

อย่าละเลยการรับประทานผัก ผลไม้ เด็ดขาดค่ะ เพราะ ผัก ผลไม้ มีทั้งเส้นใยและสารอาหารต่างๆ ที่ดีกับคุณสาวๆ แถมทานมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนด้วย

2. หลีกเลี่ยงการทานอาหารทอดๆ และติดมัน

อาหารทอดๆ มาพร้อมกับน้ำมันที่จะมาทำให้คุณอวบอั๋นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับอาหารเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น กุนเชียง หมูสามชั้นทอดกรอบ หนังไก่ กากหมู ถ้าไม่อยากอ้วน อดใจไว้ค่ะ

3. ทานดาร์กช็อกโกแลต

ใช่ค่ะคุณหูไม่ฝาดเรากำลังแนะนำให้คุณทานช็อกโกแลต แต่ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตทั่วๆ ไปก็ทานได้หรอกนะค่ะ ต้องเป็นดาร์กช็อกโกแลตเท่านั้นถึงจะมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์และเป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณสาวๆ

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

แทบจะทุกบทความ ที่แนะนำให้คุณดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จึงช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินให้คุณด้วย ซ้ำยังช่วยให้คุณอิ่มเร็วขึ้นด้วย หากคุณดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนทานอาหารทุกครั้ง แต่อย่าชะแว้บ! ไปมอง "น้ำอัดลม" หรือ "น้ำผลไม้" เชียว ยกเว้น "น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง" ที่เราแนะนำให้คุณดื่มได้

5. ดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน

จำและทำให้เป็นนิสัยเพราะการดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว ทันทีหลังจากที่คุณเพิ่งตื่นนอนจะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังจะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้อย่างคล่องตัว

6. ทานอาหารเช้า

จำได้ไหมว่า อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน ถ้าหากคุณสาวๆ พลาดอาหารเช้าในช่วงเวลา 6.00-10.00 น. ไปล่ะก็ คุณอาจจะรู้สึกหิวในมื้อต่อๆ ไปมากขึ้น ทีนี้ล่ะคุณอาจจะเผลอตัวเผลอใจสวาปามอาหารที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ยั้งแล้วจะลดน้ำหนักได้อย่างไรล่ะจ๊ะ

7. กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

การไดเอทไม่ได้สำคัญที่ว่าคุณทานอะไรเข้าไป แต่สำคัญที่ว่าทำไมคุณถึงทานเข้าไปต่างหาก ฉะนั้นแล้วหากใครชอบกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพียงเพื่ออยากทานสิ่งนั้นจงเปลี่ยนพฤติกรรมด่วนค่ะ ทานให้แต่พออิ่มจะดีกว่า และควรทานเมื่อเวลาที่หิวจริงๆ

8. ออกกำลังกายสำคัญสุดๆ

แน่นอนว่าหนึ่งในวิธีที่คนทั่วโลกแนะนำก็คือ การออกกำลังกายนี่แหละเพราะมันจะช่วยรักษาน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้ แถมยังจะช่วยให้คุณเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงานได้คราวละมากด้วย หากคุณสาวๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอลองหาเวลาเดินวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากคุณจะควบคุมน้ำหนักได้ดีแล้วยังจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอีกด้วยล่ะ

9. หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไดเอท

เขาว่า "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย" ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นอย่ามาท้อแท้กับการไดเอทเพียงลำพังเลย ลองหาเพื่อนที่มีแนวคิดเดียวกันแล้วชวนมาลดความอ้วนด้วยกันดีกว่า เพราะการมีเพื่อนหัวอกเดียวกันจะทำให้คุณมีกำลังใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

10. อย่ากักตุนอาหารในตู้เย็น

สาวๆ มักจะชอบซื้ออะไรต่อมิอะไรมาเก็บไว้ในตู้เย็น อ้างว่า เตรียมไว้รับรองแขกบ้าง ไว้เลี้ยงเพื่อนบ้างล่ะ แต่สุดท้ายก็มักจะเหลือเต็มตู้เย็นจนคุณสาวๆ นั่นแหละต้องมาทานเอง เพราะฉะนั้นหากไม่อยากอ้วนกำจัดของกินในตู้เย็นโดยด่วน คุณจะได้ไม่เผลอหยิบติดมือมาทานได้ง่ายเกินไปนั่นเอง แต่ถ้าอยากจะมีอาหารติดในตู้เย็นแนะนำว่า ผักผลไม้และบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพทั้งหลายจะเวิร์กที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>อาหารลดน้ําหนัก

11. อย่ากินไป ดูทีวีไป

รู้หรอกน่า ว่าคุณสาวๆ ชอบกินนั่น กินนี่ กินจุบกินจิบทั้งวันไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะเวลานั่งดูโทรทัศน์หรือนั่งอ่านหนังสือมักจะหาอะไรติดไม้ติดมือเข้า ปากเป็นประจำ แต่นั่นแหละค่ะการที่ คุณสาวๆ หยิบคุ้กกี้บ้าง ขนมปังกรอบบ้าง มันฝรั่งทอดบ้าง เข้าปากแต่ละทีคุณจะเพลินจนลืมเรื่อง "อ้วน" ไปชั่วขณะเลยทีเดียว

12. ใส่ใจ "ข้าวกล้อง" กันให้มากขึ้น

ปกติเรามักจะชินกับการรับประทาน "ข้าวขาว" ซึ่งจะได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่หากคุณเปลี่ยนมาทาน"ข้าวกล้อง" แทน คุณจะได้ทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่มากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไป

13. "น้ำตาล" และ "เกลือ" จอมวายร้าย

"น้ำตาล" เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพราะฉะนั้นบรรดาของหวาน ลูกอม น้ำอัดลม เค้กต่างๆ จงงดเสีย!!! ให้ดื่มน้ำมะนาวแทนหรือทานน้ำตาลที่มาจากผลไม้จะดีกว่า เช่นเดียวกับ "เกลือ" ที่เราควรได้รับโซเดียมวันละไม่เกิน 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่เกลือหรือโซเดียมที่ผสมอยู่ในขนมต่างๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดส์รวมทั้งซุปที่ทานเข้าไปในแต่ละวันล้วนเกินปริมาณที่กำหนด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากมายตามมาได้ เพราะฉะนั้น ลดซะ!!!

14. ระวัง!!! สลัดน้ำข้น

คุณสาวๆ หลายคนอาจสงสัยทำไมทานสลัดอยู่ทุกวันๆ ยังอ้วนอีก เพราะลืมไปว่า ตัวเองทานผักสลัดกับสลัดน้ำข้นนั่นไงล่ะ รู้ไหมว่า สลัด น้ำข้นนั้นอุดมไปด้วยครีมนมและไขมันนม ซึ่งหากรับประทานเข้าไปมากๆ แม้จะทานกับผักก็เถอะร้อยทั้งร้อย "อ้วน" อย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ

15. สรรหาจานสีเข้มๆ

มีผลการศึกษาระบุว่า การใช้จานอาหารสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้คุณอยากทานอาหารมากขึ้น กลับกันหากคุณใช้จานอาหารสีเข้มๆ โดย เฉพาะสีน้ำเงินจะทำให้คุณลดความอยากอาหารลงไปได้ และนี่เองจะช่วยสกัดกั้นไม่ให้คุณทานมากจะได้ไม่ต้องลดน้ำหนักอย่างเอาเป็น เอาตายภายหลังอย่างไรล่ะค่ะ

16. ใช้ภาชนะให้เล็กลง

นอกจากใช้ภาชนะสีเข้มๆ แล้ว การเปลี่ยนจานให้เล็กลงก็เป็นวิธีทางจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกว่า อาหารมีปริมาณมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็ว ไม่อยากหาอะไรทานอีก

17. ลด ชา , กาแฟ , ครีมเทียม

การรับประทานชา , กาแฟ มากกว่าสองแก้วต่อวันอาจทำให้คุณอ้วนได้ โดยเฉพาะหากใครชอบใส่ครีมเทียมในกาแฟจะทำให้คุณได้รับแคลอรี่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัวรวมทั้งกาแฟสดทั้งหลายด้วยล่ะ

18. เคี้ยวช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

การเคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวอย่างละเอียด ช่วยคุณสาวๆ ลดความอ้วนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจะทำให้สมองมีเวลาที่จะส่ง สัญญาณไปบอกให้ท้องรู้สึกอิ่มได้แล้วกลับกันคนที่เคี้ยวเร็ว กินเร็ว จะไม่รู้สึกอิ่มแม้ทานอาหารหมดจานแล้ว และเมื่อท้องไม่อิ่มคุณสาวๆ ก็มักจะมองหาของหวานตบท้ายมื้ออาหารซึ่งจะนำความอ้วนมาสู่ร่างกายของคุณอย่างชัวร์ๆ

19. หลีกเลี่ยงไข่แดง ให้ทานไข่ขาว

ไข่แดงอุดมไปด้วยคอเลสเตอรอลที่เป็นบ่อเกิดของโรคหัวใจและโรคอ้วน แต่ไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอล ดังนั้น ควร หลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แดงหรือทานในปริมาณน้อยและหันมาทานไข่ขาวแทน นอกจากนี้หากวันไหนทานไข่มากๆ ก็ควรงดการทานอาหารที่มีไขมันสูงในมื้ออื่นๆ ของวันเดียวกันด้วยเพื่อไม่ให้มีคอเลสเตอรอลสะสมในร่างกายมากเกินไป

20. อย่าให้รางวัลตัวเองด้วยการไปทานอาหาร

สอบผ่าน! โปรเจกท์ผ่าน! พรีเซนต์งานผ่าน! ไปฉลองกันดีกว่า!!! หยุดความคิดนี้เลยค่ะ เพราะการที่คุณให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวเองด้วยการไปรับประทานอาหารตามใจปากอาจทำให้คุณอ้วนได้เหมือนกัน ทางที่ดีให้ รางวัลกับตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ยกเว้นเรื่องกิน!!! เช่น ไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยวพักผ่อน นวดหน้า ทำผม ขัดผิว ฯลฯ จะดีที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>อาหารลดน้ําหนัก

21. จำไว้อย่าอด

ใช่ว่าการไดเอทคือการอดอาหาร เพราะยิ่งคุณอดอาหารเท่าไหร่จะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังทำให้คุณหิวมากขึ้นมากขึ้นจนทำให้คุณสามารถทานได้มากกว่าปกติในมื้อต่อไป

22. แบ่งทานบางส่วนไม่ต้องทานให้หมด

สาวๆ หลายคนบ่นเสียดายอาหารที่อยู่ตรงหน้าไม่อยากเหลือทิ้งไว้ แต่สำหรับกฎเกณฑ์ของการลดความอ้วนคุณไม่จำเป็นต้องทานหมดหรอกค่ะ โดยคุณควรจะแบ่งอาหารในจานไว้ 4 ส่วน แล้วทานเพียงแค่ 3 ส่วนก็เพียงพอแล้ว

23. อย่าทานอะไรหลังมื้อเย็นอีก

ไม่ดีแน่หากคุณทานขนมหรืออาหารอะไรหลังจากคุณทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ทางที่ดีคือควรจะให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการย่อยอาหารแล้วไปเริ่มทำงานใหม่ในมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้นจะดีกว่า

24. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า หากคุณพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพออาจจะมีผลกระทบต่อฮอร์โมนเลปตินซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร ดังนั้น อาจทำให้คุณยับยั้งชั่งใจในการรับประทานไม่อยู่และอ้วนขึ้นได้ นอกจากนี้หากคุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็สามารถช่วยให้ร่างกายกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน

25. ทานหลายๆ มื้อเล็กๆ ในหนึ่งวัน

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การทานอาหาร 4-5 มื้อเล็กๆ ในแต่ละวัน จะช่วยควบคุมระบบการเผาผลาญและความอยากอาหารได้ดีกว่าการทานอาหารมื้อปกติ 3 มื้อ โดยระหว่างมื้ออาหารคุณอาจทานสแน็กหรือผลไม้เพื่อให้คุณอิ่ม และไม่หิวมากจนกระทั่งถึงมื้อต่อไป ทีนี้ในมื้อต่อไปคุณก็จะทานอาหารได้น้อยลงแล้ว

26. โปรตีนตัวช่วยลดความอ้วนในทุกๆ มื้อ

มีคำแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารต้องมีอาหารประเภทโปรตีนผสมด้วย เพราะโปรตีนจะช่วยคงสภาพกล้ามเนื้อและกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น โดยโปรตีนที่แนะนำก็คือ อาหารจำพวกถั่ว นม โยเกิร์ตนั่นเอง

27. เผ็ดหน่อยอร่อยดี

การศึกษาพบว่า "พริก" ช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญจึงมีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้การกินพริกจะไม่ทำให้รู้สึกอยากกินหวานอีก รับรองว่า กินพริกแล้วลืมเรื่องความอ้วนไปได้เลย

28. ดื่มชาเขียว

มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่า การดื่มชาเขียวเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักเพราะจะช่วยเรื่องการเผาผลาญแคลอรี่ได้ ดังนั้นควรพยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ต้องเป็นชาเขียวบริสุทธิ์จริงๆ ไม่ใช่ชาเขียวในขวดที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมากแบบนี้ลดความอ้วนไม่ได้แน่นอนค่ะ

29. ดื่มนมก็ช่วยลดความอ้วน

หากไม่ชอบดื่มชาเขียวจะลองหันมาดื่มนมก็ช่วยลดความอ้วนได้เพราะนมเป็นแหล่งอุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งมีการศึกษาพบว่า การที่ร่างกายได้รับวิตามินดีและแคลเซียมสูงจะช่วยให้น้ำหนักของเราลดลงได้แถมนมยังทำให้เรารู้สึกอิ่มจนไม่อยากทานอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่มีน้ำตาลด้วย

30. อ่านฉลากรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ด้วยล่ะ

ก่อนซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มลองอ่านรายละเอียดที่ติดอยู่ข้างผลิตภัณฑ์ หีบห่อ ฯลฯ ดูก่อนทุกครั้ง เพราะมันจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีแคลอรีสูงหรือไขมันสูงได้ แต่ขอย้ำว่ายามใดที่ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตควรหลีกเลี่ยงการไปเดินในบริเวณที่ขายคุ้กกี้ พิซซ่าแช่แข็ง และไอศกรีม เพราะคุณอาจจะไม่ทันได้อ่านฉลากข้างกล่องก็ซื้อมันได้ง่ายๆ เพราะติดใจในความอร่อยของมันนั่นเอง

31. จดบันทึกประจำวันให้เป็นนิสัย

แต่ละวันคุณกินอะไรไปบ้างลองจดบันทึกไว้ทุกๆ สัปดาห์ดูสิ เพราะมันจะช่วยให้คุณยับยั้งชั่งใจและควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้ดีเลยทีเดียว

32. ทานผลไม้สดดีกว่าผลไม้ดองหรือน้ำผลไม้ปั่น

น้ำผลไม้ปั่นมักผสมน้ำเชื่อม น้ำตาล ทำให้คุณสาวๆ ได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน ผลไม้ดอง ก็อาจมีสารแซคคารีนหรือที่เรียกว่าขัณฑสกรผสมอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วิตามินที่ครบถ้วน เลือกทานผลไม้สดดีกว่าแน่นอนค่ะ

33. ความเครียด คือ จุดอ่อน

รู้ไหมคะว่าเมื่อฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้นก็ทำให้ความต้องการอาหารในร่างกายเพิ่มขึ้นหรือทำให้หิวนั่นเองแถมหิวบ่อยชนิดที่ไม่รู้ตัวเลยด้วย เพราะคนเครียดส่วนใหญ่มักจะจมอยู่กับความเครียดจนลืมสังเกตพฤติกรรมการกินของตัวเอง ดังนั้นทำตัวเองให้ห่างไกลจากความเครียดเถอะค่ะ

34. หัวเราะช่วยลดความอ้วน

งานวิจัยระบุว่า การหัวเราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นขณะเราหัวเราะจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปได้มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลังไปในตัว

35. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง

ไม่จำเป็นที่คุณจะรีบร้อนชั่งน้ำหนักตัวทุกๆ วัน เพราะหากคุณลดไม่ได้ดังใจปรารถนาแล้วจะยิ่งทำให้คุณเครียดเสียเปล่าๆ เพราะฉะนั้น ชั่งน้ำหนัก และเปลือยกายสำรวจตัวเองในห้องน้ำอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอแล้วล่ะ

สมุนไพรคลายเครียด

10 สมุนไพรคลายเครียด

   ความเครียดดูจะเป็นของคู่กันสำหรับคนวัยทำงาน บางคนอาจหาทางออกให้กับความเครียดด้วยการพึ่งยาเพื่อช่วยคลายเครียดชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นยาที่ทำจากสารเคมี และอาจมีผลข้างเคียง แถมต้องกินยาอยู่เรื่อยๆ จนเกิดผลเสียตามมา คือ ติดยา ดื้อยา และในที่สุดเกิดการสะสมพิษ ซึ่งส่งผลในระยะยาวต่อร่างกายของเราได้
   แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งของคนไทยที่ทั้งปลอดภัยและเหมาะสมกับยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้นั่นคือ สมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บไข้ในเบื้องต้นได้จริง เริ่มต้นจากสมุนไพรใกล้ตัวเรา ดังนี้ค่ะ
1. ขี้เหล็ก
   มีการศึกษาพบว่าใบอ่อนและดอกตูมของขี้เหล็กมีสารที่ชื่อว่า แอนไฮโดรบาราคอล (anhydrobarakol) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยคลายเครียด และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆ อีกด้วย เรามีวิธีนำขี้เหล็กมาปรุงเป็นยาสมุนไพรคลายเครียด 2 สูตร ดังนี้
ใช้ใบอ่อนและดอกตูมแห้ง 30 กรัม หรือหากเป็นของสดต้องใช้ 50 กรัม นำตัวยาใส่โหลแก้ว เทเหล้าขาวใส่พอท่วมยาแช่ไว้ 7 วัน หมั่นคนบ่อยๆ ทุกวัน ครบ 7 วันใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำยา จิบครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนนอน
ใช้ใบอ่อนแห้งประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำดื่มก่อนนอน ครั้งละ 1 แก้ว ข้อควรระวังคือ ห้ามดื่มมากเกินไป เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้
2. ชุมเห็ดไทย
   เป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณกล่อมประสาท คลายเครียด และทำให้นอนหลับได้ดี วิธีทำ นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1-3 ช้อนโต๊ะ (5 -15 กรัม) คั่วจนเกรียมแล้วต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวจนเหลือ 600 มิลลิลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำดื่ม แบ่งดื่มครั้งละ 200 มิลลิลิตร เช้า กลางวัน เย็น หลังอาหาร
   หรือชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใส่เมล็ดที่คั่วแล้ว 1 หยิบมือ ลงในกาน้ำชาขนาดประมาณ 0.5 ลิตร เติมน้ำร้อนให้เต็ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
3. ดอกบัวหลวง
   ใช้ดอกบัวหลวงสีขาวที่ใกล้จะบาน 5 ดอก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดนาน 10 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง หรือดื่มได้ทั้งวัน ชาดอกบัวหลวงจะมีรสฝาดๆ หอมๆ ดื่มแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ทำให้หายอ่อนเพลีย สดชื่นขึ้น แถมช่วยให้นอนหลับสบาย
4. พริกไทย
   ใช้ต้นพริกไทยแห้งที่หั่นแล้วประมาณ 1 หยิบมือ นำมาคั่ว จากนั้นนำไปใส่ในกาชาเติมน้ำร้อนจนเต็ม ชาต้นพริกไทยดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ทำให้สมองปลอดโปร่ง และช่วยลดเครียดได้ดีมาก
5. พลู
   ใบหรือเถาพลูแห้งนำมาคั่วหรืออบให้แห้ง ชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใช้ใบหรือเถาพลูที่คั่วแล้วประมาณ 1 หยิบมือ ต้มน้ำร้อน 1 ลิตร หรือชงใส่น้ำ 1 กาชา ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง หรือดื่มทั้งวันก็ได้ ชาพลูจะออกรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย ทำให้ตาสว่าง สดชื่นขึ้น และแก้เครียดได้
6. พวงชมพูดอกขาว
   ใช้เถาแห้ง 1 กำมือ หรือรากแห้ง 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วย ต้มให้เหลือ 2 ถ้วย รับประทานครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอน ช่วยกล่อมประสาท และทำให้นอนหลับ
7. ฟ้าทะลายโจร
   ใช้ต้นฟ้าทะลายโจรตากแห้งประมาณ 1 กำมือใหญ่ๆ หั่นและต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองเอาแต่น้ำดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า -เย็น ก่อนอาหาร แก้อาการปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ และคลายเครียดได้
8. มะนาวหรือมะกรูด
   สมุนไพรใกล้ตัวที่มีอยู่ทุกครัวเรือน มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย และทำให้หายเครียดได้ ซึ่งมีวิธีทำง่ายๆ 2 วิธี ได้แก่
ใช้ลูกมะนาวหรือมะกรูด 1 ลูก ผ่าซีก บีบเอาแต่น้ำใส่แก้ว เติมเกลือและน้ำตาลทรายไม่ขัดขาวอย่างละครึ่งช้อนกาแฟ แล้วเทน้ำร้อนใส่ให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มอุ่นๆ ทันทีเมื่อมีอาการ จะช่วยคลายเครียดได้รวดเร็ว แต่หากดื่มมากเกินไป อาจทำให้ท้องเสียได้
ใบมะนาวหรือมะกรูดแห้งประมาณ 1 หยิบมือ นำมาคั่ว จากนั้นนำไปใส่กาชาเติมน้ำร้อนจนเต็ม ชงเป็นชาดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยขับเลือดลม และแก้เครียดดีมาก
9. มะเฟือง
   ใช้มะเฟืองที่แก่จัด 1 ผล ล้างให้สะอาด หั่น และแกะเมล็ดออก นำมาคั้นน้ำใส่แก้ว เติมเกลือครึ่งช้อนกาแฟ และเทน้ำร้อนลงไปให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น ก่อนอาหาร ช่วยกล่อมประสาทและระงับความฟุ้งซ่าน ทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
10. มะละกอ
   ใช้ลูกมะละกอขนาดเขื่องๆ (8 ขีด – 1 กิโลกรัม) 1 ลูก ปลอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด แกะเมล็ดออก แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ประมาณ 15-20 นาที หรือจนกระทั่งน้ำเดือด ยกลง กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ยกน้ำที่ได้ตั้งไฟใหม่ นำใบชาชนิดใดก็ได้ใส่ลงไป 1 หยิบมือ ต้มต่อจนน้ำเดือด ดื่มแทนน้ำชาได้ทั้งวัน
   ที่นี้คุณจะเริ่มรู้สึกสบาย ช่วยคลายเครียดแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังช่วยผ่อนคลาย ทำให้หลับลึก หลับสนิท และรู้สึกสดชื่นทันทีเมื่อตื่นขึ้นอีกด้วยค่ะ