วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

10 สนามฟุตบอลที่ต้องไปให้ได้ก่อนตาย


เห็นค่ำคืนบรรยากาศในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ต้องขอยอมรับเลยว่า อยากจะไปสัมผัสสักครั้งหนึ่งให้ได้ ยิ่งสนามไหนที่มันมีมนต์เสน่ห์ขลังๆ อยากจะเก็บเสื้อผ้าแพ็คกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวๆจริง ติดอยู่อย่างเดียวนั่นคือ "เรื่องเงิน" นี่แหละ

แต่หากท่านเป็นผู้ที่คลั่งไคล้คำว่า "ฟุตบอล" เข้าเส้น ชนิดแบบตื่นมาก็เช็กผลบอล ตอนบ่ายก็ตามข่าวบอล ตอนเย็นก็แทง เอ้ย! เตะบอลกับเพื่อนๆ บวกกับความทราเวลลิสต้าอยู่ในสายเลือด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตาม 'สกู๊ปชิ้นนี้' เพราะผมจะพาไปชม 10 สนามฟุตบอลที่ต้องไปสักครั้งหนึ่งในชีวิตให้ได้ เรียกง่ายๆว่า "ก่อนตาย" แบบ "บิ๊กแอส"
 
เชื่อเลยว่าจะต้องถูกใจแน่ๆ เพราะบางสนามนี่ ไม่ต้องเดินทางไปไกล แค่ในไทยเราก็มี! เพื่อไม่เป็นการขัดอรรถรสในการอ่าน ผมขอไปเริ่มที่สนามแรกเลยแล้วกันครับ
1. สนาม เดอะ โฟลท, มาริน่า เบย์ ประเทศสิงคโปร์
สนาม เดอะ โฟลท นับว่าเป็น "สนามฟุตบอลลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ด้วยขนาดกว้าง 83 เมตร ยาว 120 เมตร จุผู้ชมได้ถึง 3 หมื่นคน โดยถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี 2006 ตั้งอยู่ที่ริมอ่าวมาริน่า เบย์ ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อในเรื่องการท่องเที่ยวของ สิงคโปร์ แถมยังสามารถมองเห็นวิวทั้ง สะพานเฮลิกซ์ (Helix Bridge) และ สิงคโปร์ ฟลายเออร์ (ชิงช้าสวรรค์ยักษ์)
2. เอสตาดิโอ มูนิซิปัล เด บราก้า ประเทศโปรตุเกส
สนามแห่งนี้หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง เพราะเป็นสนามเหย้าของทีม "บราก้า" สโมสรชื่อดังจากลีกแดน "ฝอยทอง" โดยสังเวียนแห่งนี้จุคนดูได้มากกว่า 3 หมื่นคน ความสวยงามของทิวทัศน์รอบล้อมไปด้วยหุบเขา สิ่งพิเศษสุดๆสำหรับสนามแห่งนี้คือพวกเขาใช้เงินไปถึง 83 ล้านยูโร (3,735 ล้านบาท) ในการขุดเจาะหุบเขาเพื่อสร้างสนามแห่งนี้ในปี 2003 ซึ่งฝั่งนึงของสนามมีเปิดให้ผู้คนได้ชมวิวของเมืองนี้ด้วย
3. ซอคเกอร์ ซิตี้, กรุงโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้
ซอคเกอร์ ซิตี้ เป็นสนามกีฬาของธนาคารแห่งชาติ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี 1989 ก่อนจะมาถูกเนรมิตใหม่อีกครั้งในปี 2009 เพื่อต้อนรับ "เวิลด์ คัพ 2010" ที่แอฟริกาใต้ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ส่งผลให้สังเวียนจุคนดูมากเกือบ 95,000 คน และกลายเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา จุดเด่นของสนามแห่งนี้จะสวยงามมากในยามค่ำคืน ด้วยแสงสีที่ตระการตาสุดๆ โดยถูกออกแบบมาให้มีรูปทรงคล้ายกับ “คาลาบาซ” ซึ่งเป็นผลไม้พื้นเมือง
4. อาดิดาส ฟุตซอล ปาร์ค, เขตชิบูย่า กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แม้สนามแห่งนี้ จะไม่ใช่สนามฟุตบอล แต่เรื่องความสวยงามไม่เป็นสองรองใคร สังเวียนแห่งนี้ไม่เหมือนกับที่ใด เพราะตั้งอยู่บนห้างสรรพสินค้าชื่อดังในเขตชิบูย่า ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบ่งบอกถึงการจะได้เป็นเจ้าภาพร่วมของการแข่งขัน "เวิลด์ คัพ 2002" สังเวียนนี้จะสวยงามมากในช่วงยามค่ำคืน เหมาะแก่การมาถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง ปล.สนามนี้ เป็นฉากส่วนหนึ่งหนังเรื่อง The Fast and the Furious: Tokyo Drift มาแล้ว
5. สนาม ไอดี้ สเตเดี้ยม, ประเทศหมู่เกาะแฟโร
ชื่อประเทศก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหมู่เกาะ ดังนั้นความสวยงามไม่ต้องพูดถึง อยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก แบ็คกราวน์มองเห็นเป็นวิวทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งสนามแห่งนี้เป็นรังเหย้าของทีมกึ่งอาชีพในหมู่เกาะแฟโร โดยมีที่สแตนด์เชียร์เล็กๆ ตั้งอยู่บนพื้นเกาะข้างสนาม
6. สนาม อ็อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ สเตเดี้ยม, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
สนามแห่งนี้ เป็นสนามที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในทวีปยุโรป เหนือระดับน้ำ 2 พันเมตร ตั้งอยู่บนเทือกเขาเซอร์แมตต์ บรรยากาศไม่ต้องพูดถึงนั่งกินลมชมวิว พร้อมดูการแข่งขันฟุตบอล คุณไม่จำเป็นต้องลงไปนั่งบนสแตนด์เชียร์ เพราะนั่งอยู่บนเชิงรอบนอกก็เห็นแล้ว ส่วนการเดินทางขึ้นมานั้นต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นมา แต่เชื่อเถอะ "โคตร" ได้บรรยากาศเลย
7. สตาดิโอ เอร์นานโด ซิเลส, ประเทศโบลิเวีย
สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง ลา ปาซ ของโบลิเวีย สร้างขึ้นมาเมื่อปี 1930 จุผู้ชมได้กว่า 41,000 คน นับเป็นหนึ่งในสนามที่อยู่สูงกว่าจากระดับน้ำทะเลของโลกเลยทีเดียว ซึ่งสนามแห่งนี้ โบลิเวีย เคยถูก ฟีฟ่า สั่งแบนไปเมื่อปี 2007 เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกินกว่า 3,000 เมตร ตามที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามพวกเขาประท้วงจนได้แข่งสนามแห่งนี้สำเร็จ
8. ซัปโปโร โดม, ประเทศญี่ปุ่น
เป็นสนามที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งเข้าประกวด แต่สังเวียนเป็นสนามฟุตบอลโดยแท้ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของแดน "ปลาดิบ" จุคนดูได้มากถึง 4 หมื่นคน ความพิเศษของสนามแห่งนี้ คือใช้แข่งทั้งฟุตบอล และเบสบอล จุดเด่นสนามแห่งนี้คือการสับเปลี่ยนพื้นสนามของ 2 ชนิดกีฬา โดยสนามฟุตบอลสามารถเลื่อนไปเก็บที่บริเวณข้างสนามได้ รวมถึงเทคโนโลยีอื่น ทันสมัยสุดๆ ทั้งการเลื่อนพับหรือเก็บที่นั่ง
9. คานทริด้า สเตเดี้ยม, ประเทศโครเอเชีย
เป็นสนามเหย้าของทีม เอชเอ็นเค ริเยก้า ทีมชื่อดังจาก "โครแอต" ความสวยงามของสังเวียนคือการตั้งอยู่ระหว่างหน้าผาใหญ่กับทะเลเอเดรียติก จุคนดูได้ราว 12,600 คน ซึ่งทีมชาติโครเอเชีย ก็มีหลายครั้งที่เลือกมาเตะเกมกระชับมิตรในสนามแห่งนี้อีกด้วย
10. เกาะปันหยี, ประเทศไทย
เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยจริงๆ ที่มีอันดับติดสนามฟุตบอลที่ควรไปเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งสนามบอลแห่งนี้ เป็นสนามฟุตบอลลอยน้ำที่นับว่าโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งสื่ออังกฤษ ถึงขั้นยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสนามที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุด โดยสนามนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยการใช้ไม้ไผ่และทุ่น ส่วนพื้นสนามเดิมนั้นทำด้วยไม้เก่า เป็นภูมิปัญญาของไทย ที่ไม่มีพื้นที่มากพอในการสร้างสนามใหญ่ๆ แต่กระนั้นภายหลังเริ่มมีการปรับปรุงเป็นพื้นคอนกรีต ส่งผลให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น (หากใครจำไม่ได้ มีโฆษณาชิ้นหนึ่ง น่าจะเคยผ่านตามาแล้ว)
 
เป็นอย่างไรบ้างครับ 10 สนามที่ว่ากันมา อยากจะแพ็คกระเป๋าไปชมสนามไหนกันมากสุด ?? 
 
แม้สนามเหล่านี้จะไม่ได้เป็นสนามชื่อดัง เหมือนบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วโลก แต่ผมเชื่อมั่นเลยว่าความสวยงามของสนามเหล่านี้ ก็เพียงพอจะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ เช็คอิน ถ่ายรูป กันแบบอิ่มหนำสำราญ
HaiiHowdy-

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

ยันนิก โนอาห์

ยันนิก โนอาห์
Noah.png
ประเทศFlag of France.svg France
ส่วนสูง6 ft 4 in (193 cm)
เทิร์นโปร1977
Retired1996
PlaysRight-handed
เงินรางวัลUS$ 3,440,660
Int. Tennis HOF2005 (member page)
Singles
Career record476–210
Career titles23
Highest ranking3 (July 7, 1986)
Grand Slam Singles results
Australian OpenSF (1990)
French OpenW (1983)
Wimbledon3R (1979, 1985)
US OpenQF (1983, 1985, 1989)
Doubles
Career record213–109
Career titles16
Highest ranking1 (August 25, 1986)
Last updated on: January 23, 2007.
ยันนิก โนอาห์ นักเทนนิสชายชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแคเมอรูน แชมเปียนเฟรนช์โอเพนประเภทชายเดี่ยว ประจำปี 1983 และเป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสในการแข่งขันเดวิสคัพ ชนะเลิศในปี 1991 และ 1996 [1] และชนะเลิศเฟดคัพในปี 1997 [2]
ยันนิก โนอาห์เป็นบุตรของ แซคารี โนอาห์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติแคเมอรูน ด้านชีวิตส่วนตัว เขาแต่งงานสามครั้ง มีบุตร 5 คน คนโตที่เกิดจากเซซิเลีย โรด อดีตมิสสวีเดน ชื่อโจอาคิม โนอาห์ เป็นนักบาสเกตบอลอาชีพ ปัจจุบันเล่นให้กับทีมชิคาโกบูลส์
หลังจากเลิกเล่นเทนนิสอาชีพ ยันนิก โนอาห์ หันมาเป็นนักร้อง ร้องเพลงแนวป็อป-โซล

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

เทคนิคดูแลรองเท้าหนังให้ดูเนี้ยบ

                         
                                  


                                   

“รองเท้าหนัง” ถือเป็นแอคเซสเซอรี่คู่กายชิ้นสำคัญของหลาย ๆ คน เพราะไม่เพียงคงทน แต่ยังสามารถแมตช์กับเสื้อผ้าสวมใส่ได้หลายโอกาส จึงควรรักษาอย่างระมัดระวัง ป้องกันหนังเสียหาย เพื่อช่วยถนอม และยืดอายุการใช้งาน ที่สำคัญการดูแลให้สะอาดเป็นเงาสวยอยู่เสมอยังเป็นการเสริมบุคลิกให้ดูดี และสะท้อนถึงการใส่ใจดูแลตัวเองอีกด้วย

โดยรองเท้ายอดนิยมของหนุ่มสาววัยทำงาน อย่าง “หนังวัวลักษณะเรียบ” มักจะมีฝุ่นละอองมาเกาะติดได้ง่าย กรณีนี้สามารถทำความสะอาดได้ทุกวันหลังจากใช้งานแล้วโดยใช้แปรงขนม้าเนื้อนุ่มปัดฝุ่น ส่วนคราบสกปรกเลอะเปื้อนใช้ผ้าเนื้อนิ่มชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดทำความสะอาด สำหรับรองเท้าหนังที่มีเชือกรองเท้าสามารถถอดเชือกรองเท้าแยกซักด้วยเครื่องซักผ้าได้

ลงน้ำยาขัดที่ใช้กับรองเท้าหนังวัวโดยเฉพาะ โดยใช้ผ้าเนื้อนิ่มชุบน้ำเล็กน้อยขัดหมุนวนช้า ๆ เบา ๆ ให้ทั่วหนัง แต่ระวังส่วนของรอยเย็บที่มีสีแตกต่างอาจถูกน้ำยาเลอะเปื้อนได้ง่าย จากนั้น เพิ่มประกายเงายิ่งขึ้นด้วยการใช้แปรงขนม้าขัดซ้ำอีกครั้ง

ที่สำคัญ อย่าลืมลง “ครีมบำรุงหนัง” โดยใช้ผ้าเนื้อนิ่มขัด เพื่อช่วยรักษาความอ่อนนุ่มชุ่มชื้น ป้องกัน และชะลอการเกิดรอยแตกบนหนัง เสร็จแล้ว ก่อนเก็บควรสวมที่ดันทรงรองเท้า เพื่อช่วยคงรูป ซึ่งมีให้เลือกทั้งแบบวัสดุที่เป็นสปริง พลาสติก ตลอดจนแท่งไม้จากพืชที่มีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นอับได้

เสียเวลาสักนิด แต่สามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของรองเท้าหนังให้นานขึ้นได้มาก ทั้งยังประหยัดเงินซื้อรองเท้าเพิ่ม และช่วยเสริมลุคให้ดูดีด้วย

กาแฟช่วยเพิ่มทักษะการใช้ภาษา


                    

Lars Kuchinke อาจารย์ประจำที่ Germany's Ruhr University ได้ทำการศึกษาผลดีของกาแฟ หรือกาเฟอีนที่มีต่อการทำงานของระบบประสาทของมนุษย์พบว่า นอกจากกาเฟอีนจะทำให้เรารู้สึกตื่นตัวแล้วยังไปช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายที่เป็นส่วนควบคุมการใช้ภาษาและการตัดสินใจให้ทำงานได้ดีด้วย

การศึกษานี้เริ่มจากการแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้กินแคปซูลกาเฟอีน 200 มิลลิกรัมซึ่งเทียบเท่ากับการดื่มการแฟ 2-3 แก้ว อีกกลุ่มนี้ให้กินแคปซูลกาเฟอีนหลอก (แคปซูลเปล่า)

หลังจากนั้นก็ทดสอบด้วยการนำตัวหนังสือหลายๆ ตัวมาเรียงไว้แล้วให้ผู้เข้าร่วมทดสอบลองเรียงตัวอักษรเป็นคำที่ถูกต้อง หรือคำที่ตัวเองคิด ผลปรากฏว่ากลุ่มคนที่กินแคปซูลกาเฟอีนจริงเรียงตัวตัวหนังสือเป็นคำที่มีความหมายในแง่บวก แม่นยำ และรวดเร็ว ในขณะที่กลุ่มคนที่กินแคปซูลกาเฟอีนหลอกเรียงตัวหนังสือเป็นคำที่ธรรมดา และช้ามากกว่า

อาจารย์ Lars Kuchinke สรุปโดยเบื้องต้นว่ากาเฟอีนน่าจะมีผลต่อการทำงานของระบบประสาทส่วนกลางและสมองซีกซ้าย ทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ยังหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมายืนยันได้อย่างชัดเจน ในตอนนี้จึงอาจสรุปได้เพียงคร่าวๆ ว่าการดื่มกาแฟช่วยให้สมองตื่นตัว ร่างกายตื่นตัว สดชื่น จึงน่าจะทำให้คิดแต่เรื่องดีๆ และกระฉับเฉงจนสื่อออกมาทางการใช้ภาษานั่นเอง ซึ่งน่าจะรวมไปถึงการใช้ทั้งภาษาเขียน ภาษาพูดด้วย

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าการดื่มกาแฟทำให้พูดเพราะนะคะ เพราะการพูดเพราะก็เกิดจากนิสัยและการได้รับการอบรมที่ดีด้วย แต่ถ้าการดื่มกาแฟทำให้เรารู้สึกสดชื่นขึ้น มีพลังในการทำงานมากขึ้น ก็เชื่อว่าน่าจะทำให้เรารู้สึกดีจนอยากทำอะไรดีๆ ได้เหมือนกัน

เตือน..วางมือถือบนหัวเตียง..เสี่ยง!!


                             

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) เปิดเผยว่าเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา IARC หรือ International Agency for Research on Cancer ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งขององค์การอนามัยโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ข้อมูลทางวิชาการที่ให้เหตุผลของการจัดให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นปัจจัยก่อมะเร็งประเภท 2B หรือ เป็นไปได้ที่จะก่อมะเร็ง ซึ่งนอกจากจะเป็นการยืนยันว่า การใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่มีความเสี่ยงกับการเป็นมะเร็งแล้วยังพบข้อมูลที่น่าสนใจว่า การใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีระบบบลูทูธจะทำให้ผู้ใช้ได้รับพลังงานจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่ำกว่าการใช้ผ่านเครื่องโทรศัพท์มือถือโดยตรงถึง 100 เท่า และการใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีแบบมีสาย หรือหูฟังจะช่วยลดการได้รับพลังงานที่สมองลงประมาณร้อยละ 10 แต่การใช้ทั้งสองประเภทไม่ควรเกี่ยวไว้ที่หูตลอดเวลาเมื่อไม่ได้ใช้งาน และผลการรายงานยังพบว่า เครื่องโทรศัพท์ 3G ปล่อยพลังงานน้อยกว่าโทรศัพท์ GSM เฉลี่ยประมาณ 100 เท่า

“ รายงานดังกล่าวยังระบุว่า การถือโทรศัพท์แนบหูทำให้เกิดการดูดซับพลังงานที่สมอง ซึ่งปริมาณการดูดซับขึ้นอยู่กับการออกแบบตัวเครื่องและเสาอากาศ ลักษณะการใช้ และระดับสัญญาณระหว่างตัวเครื่องและสถานีฐาน ที่สำคัญคือ สมองเด็กจะได้รับคลื่นมากกว่าผู้ใหญ่ 2 เท่า และไขกระดูกของกระโหลกศีรษะเด็กจะได้รับคลื่นมากกว่าผู้ใหญ่ 10 เท่า นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่า กลุ่มที่ใช้โทรศัพท์มากกว่า 1,640 ชั่วโมงจะมีความเสี่ยงมากขึ้นต่อการเป็นมะเร็งสมองชนิด Glioma หรือเนื้องอกในสมอง ข้างเดียวกับที่ใช้โทรศัพท์ ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับคลื่นสูงที่สุด “ ผอ.สบท.กล่าว

นายประวิทย์ กล่าวต่อไปว่า จากรายงานดังกล่าวผนวกกับผลสำรวจของสบท.ร่วมกับ มหาวิทยาลัยอัญสัมชัญหรือเอแบคโพล เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่า คนไทยมีพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับคลื่นสัญญาณที่นอกจากการใช้งานคือพบว่า ร้อยละ 64.5 นิยมวางโทรศัพท์เคลื่อนที่ไว้ที่หัวเตียงพร้อมกับเปิดเครื่องไว้ในเวลานอน ร้อยละ 41.6 ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง หรือกระเป๋ากระโปรง และร้อยละ 23.7 นิยมใส่ไว้ในกระเป๋าพกพา ดังนั้นจากข้อมูลที่พบ หากไม่ใช้ก็ควรไว้ให้ห่างตัวโดยเฉพาะศีรษะ โดยไม่ควรวางไว้ที่หัวเตียงและเปิดเครื่องทิ้งไว้ เพื่อลดความเสี่ยงของการได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่จำเป็น

ผอ.สบท.กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ในปี 2544 ประเด็นเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เคยเป็นกระทู้ในรัฐสภาของไทยและกระทรวงสาธารณสุขโดย นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ตอบกระทู้ตอนหนึ่งว่า ได้เคยประชาสัมพันธ์แนะนำเกี่ยวกับการใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อให้ประชาชนระมัดระวังไว้ 3 ประการคือ
1.ให้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เท่าที่จำเป็น
2.ไม่ควรใช้โทรศัพท์ในรถยนต์หรือขณะขับรถ
3. และเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ

ลูกพลับ ของดีใกล้ตัว!


                                   

ลูกพลับ ผลไม้สีเหลืองถึงแดง เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ในสกุล DIOSPYROS พลับจีน (D.KAKI) มีถิ่นกำหนดทางตอนเหนือของจีนและนิยมปลูกในญี่ปุ่น เกาหลี และไทย ขนาดผลจะใหญ่กว่าพันธุ์อื่น ๆ มีรสชาติฝาด ส่วน D.VIRGINIANA มีถิ่นกำหนดในสหรัฐอเมริกาและนิยมปลูกในทวีปยุโรป อุดมด้วยวิตามินเอและซี กินได้ทั้งแบบสดและตากแห้ง

หนังสือ สมุนไพร 91 ชนิด พิชิตโรค ชุด ตำรายาล้ำค่าของหมอโฮจุน ที่ยูเนสโกคัดเลือกให้เป็นมรดกความทรงจำแห่งโลก จากสำนักพิมพ์อินสปายร์ บันทึกไว้ว่า ลูกพลับตอนดิบจะมีสีเขียว รสขมและฝาด เมื่อสุกจะมีสีแดง รสฝาดหายไป เมื่อสุกงอมจะนิ่ม หวาน และมีคุณสมบัติพิเศษคือมีฤทธิ์เย็น

ลูกพลับไม่มีพิษ ช่วยทุเลาโรคหัวใจและปอด แก้กระหายน้ำ แก้โรคปอดและกระเพาะอาหาร (โรคกระเพาะชนิดหนึ่ง เกิดจากการสร้างพลังงานของปอดลดลง ทำให้มีอาการไอ หายใจติดขัด เส้นผมหยาบกระด้างและหลุดร่วง ถ้าเป็นติดต่อกันนาน กล้ามเนื้อ ชีพจร และกระดูก จะสร้างสารที่ผิดปกติในผนังกระเพาะอาหาร) ลดอาการไข้เพ้อ (ไข้ที่เกิดจากความโกรธจัด หรือโกรธสุดขีด) ลดผื่นจากไข้ (ผื่นที่เกิดจากความร้อน) แก้พิษจากเหล้า ทำให้หายจากการอาเจียนเป็นเลือด ลูกพลับแห้งช่วยบำรุงกระเพาะอาหาร บำรุงลำไส้ ช่วยย่อยอาหาร และลดกระ หรือ ฝ้าบนใบหน้า

ถ้านำลูกพลับมาหมักให้เปรี้ยว 1 ปีขึ้นไปจะมีสรรพคุณทางยาสูงขึ้น ช่วยแก้อาหารเหนื่อยล้าและบำรุงร่างกาย กินเป็นประจำครั้งละ 30 ซีซี วันละ 2-3 ครั้ง จะเห็นผลได้ชัดเจน ถ้าผสมกับน้ำผึ้ง โยเกิร์ต หรือน้ำคั้นผลไม้อื่น ๆ จะทำให้รสชาติดียิ่งขึ้น

เอ็มเอส...ภัยเงียบใหม่ของคนวัยทำงาน


                                      

หากคุณอยู่ในวัยทำงานหรือวัยหนุ่มสาว แล้วรู้สึกมีอาการอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง มีอาการชาตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย มีปัญหาในการเดินหรือการทรงตัว ตามัวมองไม่เห็น ระวัง... คุณกำลังมีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็น โรคเอ็มเอส ถึงแม้ว่าโรคนี้จะพบได้ไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเป็นแล้วอาจจะมีอาการร้ายแรงจนถึงขั้นพิการได้

โรคเอ็มเอส (MS) หรือชื่อเต็มในภาษาอังกฤษคือโรคมัลติเพิล สเคลอโรซิส (multiple sclerosis) เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกประสาท (myelin sheath) ในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค แต่เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำ หรือมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

จากข้อมูลทางระบาดวิทยาพบว่า โรคเอ็มเอสเกิดขึ้นได้บ่อยในเขตละติจูดสูง ซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นคนที่สืบเชื้อสายมาจากชาวยุโรป ปัจจุบันพบว่าโรคเอ็มเอสพบได้ในทุกเผ่าพันธุ์ เป็นได้ทั้งคนผิวดำ คนผิวขาว คนละตินอเมริกา คนเอเชียรวมถึงคนไทยด้วย โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการในวัยทำงาน อายุประมาณ 20-30 ปี จึงก่อให้เกิดความสูญเสียต่อระบบเศรษฐกิจได้ค่อนข้างมาก

ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสแต่ละคน จะมีอาการไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเกิดการอักเสบของปลอกประสาทที่บริเวณใดในระบบประสาทส่วนกลาง ถ้าหากเกิดการอักเสบบริเวณเส้นประสาทตา ก็จะทำให้เกิดอาการปวดตา ตามัว มองไม่เห็น ถ้าเกิดการอักเสบบริเวณสมองส่วนที่ควบคุมเรื่องการทรงตัวก็อาจจะทำให้เกิดอาการ เดินเซ เวียนศีรษะบ้านหมุน เป็นต้น ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยของโรคเอ็มเอส ได้แก่

- รู้สึกอ่อนเพลียไม่ค่อยมีแรง
- มีอาการชาตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย
- มีปัญหาในการเดินหรือการทรงตัว
- ตามัวมองไม่เห็น
- แขนขาอ่อนแรงเป็นอัมพฤกษ์อัมพาต
- ปัสสาวะไม่ออกหรือกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่
- มีอาการปวดตามที่ต่าง ๆ
- มีอาการซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวน และความจำไม่ค่อยดี เป็นต้น

เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสมักจะมีความพิการมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะการอักเสบของปลอกประสาทที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งจะทิ้งรอยแผลเป็นเอาไว้ และร่างกายไม่สามารถสร้างเซลล์ประสาทหรือเส้นใยประสาทใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ จึงทำให้ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสจำนวนมาก อาจจะต้องใช้ไม้เท้าในการช่วยเดินหรือต้องนั่งรถเข็นภายในระยะเวลา 10-20 ปี

โรคเอ็มเอส แบ่งตามลักษณะการดำเนินโรค ด้วยกัน 5 ชนิด ได้แก่

1. โรคเอ็มเอสชนิดเป็น ๆ หาย ๆ เป็นชนิดที่พบได้มากที่สุด โดยระยะแรกของการดำเนินโรค ผู้ป่วยมักกลับมาเป็นปกติหรือเกือบปกติหลังหายจากการกำเริบของโรค หลังจากนั้นจะกลับมาเป็นซ้ำอีก แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะกลับมาเป็นซ้ำอีกเมื่อไร

2. โรคเอ็มเอสชนิดมีการดำเนินโรครุดหน้าในภายหลัง โรคเอ็มเอสชนิดนี้มักจะเกิดหลังจากเป็นโรคเอ็มเอสชนิดเป็น ๆ หาย ๆ ในช่วงแรก แล้วจะมีการดำเนินของโรคสู่ระยะลุกลามต่อเนื่อง โดยผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะนี้ภายในระยะเวลา 15-20 ปี ในระหว่างที่เกิดการกำเริบของโรคอาการจะไม่บรรเทาลง แต่จะเลวร้ายลงเรื่อย ๆ

3. โรคเอ็มเอสชนิดที่มีการดำเนินโรครุดหน้าตั้งแต่ระยะแรก เป็นชนิดที่พบได้น้อย โดยผู้ป่วยจะมีการดำเนินของโรครุดหน้าตั้งแต่ระยะเริ่มแรก อาการจะค่อย ๆ แย่ลง และสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทีละน้อย ไม่มีการฟื้นตัว แต่จะอยู่ในสภาพของร่างกายที่เสื่อมโทรมลงอย่างต่อเนื่อง

4. โรคเอ็มเอสชนิดที่มีการดำเนินโรครุดหน้าและมีลักษณะของการเป็น ๆ หาย ๆ ผู้ป่วยจะฟื้นตัวและกลับเป็นซ้ำอีก โดยการฟื้นตัวแต่ละครั้งจะมีความผิดปกติทางระบบประสาทส่วนกลางมากขึ้นเรื่อย ๆ

5. โรคเอ็มเอสชนิดไม่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีอาการเพียงเล็กน้อยและอาจมีอาการเพียงครั้งเดียวในชีวิต ซึ่งร่างกายผู้ป่วยจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้เกือบสมบูรณ์ ในบางครั้งระยะเวลากว่าจะเกิดการกำเริบของโรคอีกครั้งอาจจะกินเวลาถึง 20 ปี โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างช้ามาก

ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาโรคเอ็มเอสให้หายขาด แต่แพทย์สามารถชะลอการเกิดความพิการหรือลดจำนวนครั้งของการกำเริบของอาการโรคเอ็มเอสได้ โดยยาที่ใช้มีอยู่หลายชนิด ซึ่งในอดีตมีเฉพาะยาฉีดเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมียาเม็ดสำหรับรักษาโรคเอ็มเอสแล้ว ทำให้การรักษาสะดวกขึ้นและมีประสิทธิภาพดีกว่าสมัยก่อนมาก นอกจากนี้ แพทย์ยังสามารถรักษาตามอาการของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น ให้ยาเพื่อรักษาอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ อาการปวด หรืออาการทางระบบขับถ่ายที่ผิดปกติ และยังมียาที่ช่วยให้ผู้ป่วยโรคเอ็มเอสสามารถเดินได้ดีขึ้นอีกด้วย

เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุอย่างแน่ชัดว่า โรคเอ็มเอสเกิดจากสาเหตุอะไร จึงไม่สามารถหาวิธีการป้องกันได้ ดังนั้นการดูแลใส่ใจสุขภาพตนเอง ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด รวมทั้งเมื่อพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้รีบไปพบแพทย์ทันที จึงน่าจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดให้ห่างไกลจากโรคเอ็มเอสและโรคร้ายแรงอื่น ๆ