วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556

35 วิธีการกินอาหารลดน้ําหนัก ลดความอ้วน


35 วิธีการกินอาหารลดน้ําหนัก ลดความอ้วน

1. รับประทานผัก ผลไม้มากๆ

อย่าละเลยการรับประทานผัก ผลไม้ เด็ดขาดค่ะ เพราะ ผัก ผลไม้ มีทั้งเส้นใยและสารอาหารต่างๆ ที่ดีกับคุณสาวๆ แถมทานมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนด้วย

2. หลีกเลี่ยงการทานอาหารทอดๆ และติดมัน

อาหารทอดๆ มาพร้อมกับน้ำมันที่จะมาทำให้คุณอวบอั๋นขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับอาหารเนื้อสัตว์ติดมัน เช่น กุนเชียง หมูสามชั้นทอดกรอบ หนังไก่ กากหมู ถ้าไม่อยากอ้วน อดใจไว้ค่ะ

3. ทานดาร์กช็อกโกแลต

ใช่ค่ะคุณหูไม่ฝาดเรากำลังแนะนำให้คุณทานช็อกโกแลต แต่ไม่ใช่ว่าช็อกโกแลตทั่วๆ ไปก็ทานได้หรอกนะค่ะ ต้องเป็นดาร์กช็อกโกแลตเท่านั้นถึงจะมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์และเป็นประโยชน์กับร่างกายของคุณสาวๆ

4. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

แทบจะทุกบทความ ที่แนะนำให้คุณดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จึงช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินให้คุณด้วย ซ้ำยังช่วยให้คุณอิ่มเร็วขึ้นด้วย หากคุณดื่มน้ำ 1 แก้ว ก่อนทานอาหารทุกครั้ง แต่อย่าชะแว้บ! ไปมอง "น้ำอัดลม" หรือ "น้ำผลไม้" เชียว ยกเว้น "น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง" ที่เราแนะนำให้คุณดื่มได้

5. ดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้วหลังตื่นนอน

จำและทำให้เป็นนิสัยเพราะการดื่มน้ำอย่างน้อย 1 แก้ว ทันทีหลังจากที่คุณเพิ่งตื่นนอนจะทำให้ร่างกายสดชื่นขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังจะช่วยให้ระบบขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายทั้งหนักทั้งเบาทำงานได้อย่างคล่องตัว

6. ทานอาหารเช้า

จำได้ไหมว่า อาหารเช้าคืออาหารมื้อสำคัญที่สุดของวัน ถ้าหากคุณสาวๆ พลาดอาหารเช้าในช่วงเวลา 6.00-10.00 น. ไปล่ะก็ คุณอาจจะรู้สึกหิวในมื้อต่อๆ ไปมากขึ้น ทีนี้ล่ะคุณอาจจะเผลอตัวเผลอใจสวาปามอาหารที่อยู่ตรงหน้าโดยไม่ยั้งแล้วจะลดน้ำหนักได้อย่างไรล่ะจ๊ะ

7. กินเพื่ออยู่ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน

การไดเอทไม่ได้สำคัญที่ว่าคุณทานอะไรเข้าไป แต่สำคัญที่ว่าทำไมคุณถึงทานเข้าไปต่างหาก ฉะนั้นแล้วหากใครชอบกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์เพียงเพื่ออยากทานสิ่งนั้นจงเปลี่ยนพฤติกรรมด่วนค่ะ ทานให้แต่พออิ่มจะดีกว่า และควรทานเมื่อเวลาที่หิวจริงๆ

8. ออกกำลังกายสำคัญสุดๆ

แน่นอนว่าหนึ่งในวิธีที่คนทั่วโลกแนะนำก็คือ การออกกำลังกายนี่แหละเพราะมันจะช่วยรักษาน้ำหนักให้คงที่ในระยะยาวได้ แถมยังจะช่วยให้คุณเผาผลาญแคลอรีให้กลายเป็นพลังงานได้คราวละมากด้วย หากคุณสาวๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอลองหาเวลาเดินวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน นอกจากคุณจะควบคุมน้ำหนักได้ดีแล้วยังจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงอีกด้วยล่ะ

9. หาเพื่อนร่วมอุดมการณ์ไดเอท

เขาว่า "คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย" ใช่ไหมล่ะ เพราะฉะนั้นอย่ามาท้อแท้กับการไดเอทเพียงลำพังเลย ลองหาเพื่อนที่มีแนวคิดเดียวกันแล้วชวนมาลดความอ้วนด้วยกันดีกว่า เพราะการมีเพื่อนหัวอกเดียวกันจะทำให้คุณมีกำลังใจขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ

10. อย่ากักตุนอาหารในตู้เย็น

สาวๆ มักจะชอบซื้ออะไรต่อมิอะไรมาเก็บไว้ในตู้เย็น อ้างว่า เตรียมไว้รับรองแขกบ้าง ไว้เลี้ยงเพื่อนบ้างล่ะ แต่สุดท้ายก็มักจะเหลือเต็มตู้เย็นจนคุณสาวๆ นั่นแหละต้องมาทานเอง เพราะฉะนั้นหากไม่อยากอ้วนกำจัดของกินในตู้เย็นโดยด่วน คุณจะได้ไม่เผลอหยิบติดมือมาทานได้ง่ายเกินไปนั่นเอง แต่ถ้าอยากจะมีอาหารติดในตู้เย็นแนะนำว่า ผักผลไม้และบรรดาอาหารเพื่อสุขภาพทั้งหลายจะเวิร์กที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>อาหารลดน้ําหนัก

11. อย่ากินไป ดูทีวีไป

รู้หรอกน่า ว่าคุณสาวๆ ชอบกินนั่น กินนี่ กินจุบกินจิบทั้งวันไม่เป็นเวลา โดยเฉพาะเวลานั่งดูโทรทัศน์หรือนั่งอ่านหนังสือมักจะหาอะไรติดไม้ติดมือเข้า ปากเป็นประจำ แต่นั่นแหละค่ะการที่ คุณสาวๆ หยิบคุ้กกี้บ้าง ขนมปังกรอบบ้าง มันฝรั่งทอดบ้าง เข้าปากแต่ละทีคุณจะเพลินจนลืมเรื่อง "อ้วน" ไปชั่วขณะเลยทีเดียว

12. ใส่ใจ "ข้าวกล้อง" กันให้มากขึ้น

ปกติเรามักจะชินกับการรับประทาน "ข้าวขาว" ซึ่งจะได้เพียงแค่คาร์โบไฮเดรตเท่านั้น แต่หากคุณเปลี่ยนมาทาน"ข้าวกล้อง" แทน คุณจะได้ทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่มากมายจากเยื่อหุ้มและจมูกข้าวที่ไม่ได้ถูกขัดสีออกไป

13. "น้ำตาล" และ "เกลือ" จอมวายร้าย

"น้ำตาล" เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเพราะฉะนั้นบรรดาของหวาน ลูกอม น้ำอัดลม เค้กต่างๆ จงงดเสีย!!! ให้ดื่มน้ำมะนาวแทนหรือทานน้ำตาลที่มาจากผลไม้จะดีกว่า เช่นเดียวกับ "เกลือ" ที่เราควรได้รับโซเดียมวันละไม่เกิน 1 ช้อนชาเท่านั้น แต่เกลือหรือโซเดียมที่ผสมอยู่ในขนมต่างๆ อาหารฟาสต์ฟู้ดส์รวมทั้งซุปที่ทานเข้าไปในแต่ละวันล้วนเกินปริมาณที่กำหนด จึงเป็นสาเหตุให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและทำให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพมากมายตามมาได้ เพราะฉะนั้น ลดซะ!!!

14. ระวัง!!! สลัดน้ำข้น

คุณสาวๆ หลายคนอาจสงสัยทำไมทานสลัดอยู่ทุกวันๆ ยังอ้วนอีก เพราะลืมไปว่า ตัวเองทานผักสลัดกับสลัดน้ำข้นนั่นไงล่ะ รู้ไหมว่า สลัด น้ำข้นนั้นอุดมไปด้วยครีมนมและไขมันนม ซึ่งหากรับประทานเข้าไปมากๆ แม้จะทานกับผักก็เถอะร้อยทั้งร้อย "อ้วน" อย่างไม่ต้องสงสัยเลยล่ะ

15. สรรหาจานสีเข้มๆ

มีผลการศึกษาระบุว่า การใช้จานอาหารสีสดใสจะช่วยกระตุ้นให้คุณอยากทานอาหารมากขึ้น กลับกันหากคุณใช้จานอาหารสีเข้มๆ โดย เฉพาะสีน้ำเงินจะทำให้คุณลดความอยากอาหารลงไปได้ และนี่เองจะช่วยสกัดกั้นไม่ให้คุณทานมากจะได้ไม่ต้องลดน้ำหนักอย่างเอาเป็น เอาตายภายหลังอย่างไรล่ะค่ะ

16. ใช้ภาชนะให้เล็กลง

นอกจากใช้ภาชนะสีเข้มๆ แล้ว การเปลี่ยนจานให้เล็กลงก็เป็นวิธีทางจิตวิทยาที่ทำให้เรารู้สึกว่า อาหารมีปริมาณมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกอิ่มได้เร็ว ไม่อยากหาอะไรทานอีก

17. ลด ชา , กาแฟ , ครีมเทียม

การรับประทานชา , กาแฟ มากกว่าสองแก้วต่อวันอาจทำให้คุณอ้วนได้ โดยเฉพาะหากใครชอบใส่ครีมเทียมในกาแฟจะทำให้คุณได้รับแคลอรี่มากขึ้นโดยไม่รู้ตัวรวมทั้งกาแฟสดทั้งหลายด้วยล่ะ

18. เคี้ยวช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

การเคี้ยวอาหารช้าๆ และเคี้ยวอย่างละเอียด ช่วยคุณสาวๆ ลดความอ้วนได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะจะทำให้สมองมีเวลาที่จะส่ง สัญญาณไปบอกให้ท้องรู้สึกอิ่มได้แล้วกลับกันคนที่เคี้ยวเร็ว กินเร็ว จะไม่รู้สึกอิ่มแม้ทานอาหารหมดจานแล้ว และเมื่อท้องไม่อิ่มคุณสาวๆ ก็มักจะมองหาของหวานตบท้ายมื้ออาหารซึ่งจะนำความอ้วนมาสู่ร่างกายของคุณอย่างชัวร์ๆ

19. หลีกเลี่ยงไข่แดง ให้ทานไข่ขาว

ไข่แดงอุดมไปด้วยคอเลสเตอรอลที่เป็นบ่อเกิดของโรคหัวใจและโรคอ้วน แต่ไข่ขาวไม่มีคอเลสเตอรอล ดังนั้น ควร หลีกเลี่ยงการรับประทานไข่แดงหรือทานในปริมาณน้อยและหันมาทานไข่ขาวแทน นอกจากนี้หากวันไหนทานไข่มากๆ ก็ควรงดการทานอาหารที่มีไขมันสูงในมื้ออื่นๆ ของวันเดียวกันด้วยเพื่อไม่ให้มีคอเลสเตอรอลสะสมในร่างกายมากเกินไป

20. อย่าให้รางวัลตัวเองด้วยการไปทานอาหาร

สอบผ่าน! โปรเจกท์ผ่าน! พรีเซนต์งานผ่าน! ไปฉลองกันดีกว่า!!! หยุดความคิดนี้เลยค่ะ เพราะการที่คุณให้รางวัลกับความสำเร็จของตัวเองด้วยการไปรับประทานอาหารตามใจปากอาจทำให้คุณอ้วนได้เหมือนกัน ทางที่ดีให้ รางวัลกับตัวเองด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ยกเว้นเรื่องกิน!!! เช่น ไปช้อปปิ้ง ไปเที่ยวพักผ่อน นวดหน้า ทำผม ขัดผิว ฯลฯ จะดีที่สุดค่ะ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>อาหารลดน้ําหนัก

21. จำไว้อย่าอด

ใช่ว่าการไดเอทคือการอดอาหาร เพราะยิ่งคุณอดอาหารเท่าไหร่จะมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด แถมยังทำให้คุณหิวมากขึ้นมากขึ้นจนทำให้คุณสามารถทานได้มากกว่าปกติในมื้อต่อไป

22. แบ่งทานบางส่วนไม่ต้องทานให้หมด

สาวๆ หลายคนบ่นเสียดายอาหารที่อยู่ตรงหน้าไม่อยากเหลือทิ้งไว้ แต่สำหรับกฎเกณฑ์ของการลดความอ้วนคุณไม่จำเป็นต้องทานหมดหรอกค่ะ โดยคุณควรจะแบ่งอาหารในจานไว้ 4 ส่วน แล้วทานเพียงแค่ 3 ส่วนก็เพียงพอแล้ว

23. อย่าทานอะไรหลังมื้อเย็นอีก

ไม่ดีแน่หากคุณทานขนมหรืออาหารอะไรหลังจากคุณทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว ทางที่ดีคือควรจะให้ร่างกายได้พักผ่อนจากการย่อยอาหารแล้วไปเริ่มทำงานใหม่ในมื้อเช้าของวันรุ่งขึ้นจะดีกว่า

24. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อค่ะว่า หากคุณพักผ่อนนอนหลับไม่เพียงพออาจจะมีผลกระทบต่อฮอร์โมนเลปตินซึ่งทำหน้าที่ควบคุมความอยากอาหาร ดังนั้น อาจทำให้คุณยับยั้งชั่งใจในการรับประทานไม่อยู่และอ้วนขึ้นได้ นอกจากนี้หากคุณนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้วก็สามารถช่วยให้ร่างกายกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปได้เช่นกัน

25. ทานหลายๆ มื้อเล็กๆ ในหนึ่งวัน

ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า การทานอาหาร 4-5 มื้อเล็กๆ ในแต่ละวัน จะช่วยควบคุมระบบการเผาผลาญและความอยากอาหารได้ดีกว่าการทานอาหารมื้อปกติ 3 มื้อ โดยระหว่างมื้ออาหารคุณอาจทานสแน็กหรือผลไม้เพื่อให้คุณอิ่ม และไม่หิวมากจนกระทั่งถึงมื้อต่อไป ทีนี้ในมื้อต่อไปคุณก็จะทานอาหารได้น้อยลงแล้ว

26. โปรตีนตัวช่วยลดความอ้วนในทุกๆ มื้อ

มีคำแนะนำให้ในแต่ละมื้ออาหารต้องมีอาหารประเภทโปรตีนผสมด้วย เพราะโปรตีนจะช่วยคงสภาพกล้ามเนื้อและกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญไขมันได้ดีขึ้น โดยโปรตีนที่แนะนำก็คือ อาหารจำพวกถั่ว นม โยเกิร์ตนั่นเอง

27. เผ็ดหน่อยอร่อยดี

การศึกษาพบว่า "พริก" ช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและช่วยในการเผาผลาญจึงมีประโยชน์เรื่องการควบคุมน้ำหนัก นอกจากนี้การกินพริกจะไม่ทำให้รู้สึกอยากกินหวานอีก รับรองว่า กินพริกแล้วลืมเรื่องความอ้วนไปได้เลย

28. ดื่มชาเขียว

มหาวิทยาลัยสวิสเซอร์แลนด์พบว่า การดื่มชาเขียวเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดน้ำหนักเพราะจะช่วยเรื่องการเผาผลาญแคลอรี่ได้ ดังนั้นควรพยายามดื่ม 3 ถ้วยต่อวัน แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่า ต้องเป็นชาเขียวบริสุทธิ์จริงๆ ไม่ใช่ชาเขียวในขวดที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมากแบบนี้ลดความอ้วนไม่ได้แน่นอนค่ะ

29. ดื่มนมก็ช่วยลดความอ้วน

หากไม่ชอบดื่มชาเขียวจะลองหันมาดื่มนมก็ช่วยลดความอ้วนได้เพราะนมเป็นแหล่งอุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งมีการศึกษาพบว่า การที่ร่างกายได้รับวิตามินดีและแคลเซียมสูงจะช่วยให้น้ำหนักของเราลดลงได้แถมนมยังทำให้เรารู้สึกอิ่มจนไม่อยากทานอาหารหรือเครื่องดื่มอะไรที่มีน้ำตาลด้วย

30. อ่านฉลากรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ด้วยล่ะ

ก่อนซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มลองอ่านรายละเอียดที่ติดอยู่ข้างผลิตภัณฑ์ หีบห่อ ฯลฯ ดูก่อนทุกครั้ง เพราะมันจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีแคลอรีสูงหรือไขมันสูงได้ แต่ขอย้ำว่ายามใดที่ไปซุปเปอร์มาร์เก็ตควรหลีกเลี่ยงการไปเดินในบริเวณที่ขายคุ้กกี้ พิซซ่าแช่แข็ง และไอศกรีม เพราะคุณอาจจะไม่ทันได้อ่านฉลากข้างกล่องก็ซื้อมันได้ง่ายๆ เพราะติดใจในความอร่อยของมันนั่นเอง

31. จดบันทึกประจำวันให้เป็นนิสัย

แต่ละวันคุณกินอะไรไปบ้างลองจดบันทึกไว้ทุกๆ สัปดาห์ดูสิ เพราะมันจะช่วยให้คุณยับยั้งชั่งใจและควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหารได้ดีเลยทีเดียว

32. ทานผลไม้สดดีกว่าผลไม้ดองหรือน้ำผลไม้ปั่น

น้ำผลไม้ปั่นมักผสมน้ำเชื่อม น้ำตาล ทำให้คุณสาวๆ ได้รับน้ำตาลเกินความจำเป็น ขณะเดียวกัน ผลไม้ดอง ก็อาจมีสารแซคคารีนหรือที่เรียกว่าขัณฑสกรผสมอยู่ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้วิตามินที่ครบถ้วน เลือกทานผลไม้สดดีกว่าแน่นอนค่ะ

33. ความเครียด คือ จุดอ่อน

รู้ไหมคะว่าเมื่อฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้นก็ทำให้ความต้องการอาหารในร่างกายเพิ่มขึ้นหรือทำให้หิวนั่นเองแถมหิวบ่อยชนิดที่ไม่รู้ตัวเลยด้วย เพราะคนเครียดส่วนใหญ่มักจะจมอยู่กับความเครียดจนลืมสังเกตพฤติกรรมการกินของตัวเอง ดังนั้นทำตัวเองให้ห่างไกลจากความเครียดเถอะค่ะ

34. หัวเราะช่วยลดความอ้วน

งานวิจัยระบุว่า การหัวเราะจะทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นขณะเราหัวเราะจะหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปได้มากขึ้นทำให้กล้ามเนื้อท้องได้ออกกำลังไปในตัว

35. ชั่งน้ำหนักอาทิตย์ละครั้ง

ไม่จำเป็นที่คุณจะรีบร้อนชั่งน้ำหนักตัวทุกๆ วัน เพราะหากคุณลดไม่ได้ดังใจปรารถนาแล้วจะยิ่งทำให้คุณเครียดเสียเปล่าๆ เพราะฉะนั้น ชั่งน้ำหนัก และเปลือยกายสำรวจตัวเองในห้องน้ำอาทิตย์ละครั้งก็เพียงพอแล้วล่ะ

สมุนไพรคลายเครียด

10 สมุนไพรคลายเครียด

   ความเครียดดูจะเป็นของคู่กันสำหรับคนวัยทำงาน บางคนอาจหาทางออกให้กับความเครียดด้วยการพึ่งยาเพื่อช่วยคลายเครียดชนิดต่างๆ ซึ่งเป็นยาที่ทำจากสารเคมี และอาจมีผลข้างเคียง แถมต้องกินยาอยู่เรื่อยๆ จนเกิดผลเสียตามมา คือ ติดยา ดื้อยา และในที่สุดเกิดการสะสมพิษ ซึ่งส่งผลในระยะยาวต่อร่างกายของเราได้
   แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่งของคนไทยที่ทั้งปลอดภัยและเหมาะสมกับยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้นั่นคือ สมุนไพร ซึ่งมีสรรพคุณในการรักษาและบรรเทาอาการเจ็บไข้ในเบื้องต้นได้จริง เริ่มต้นจากสมุนไพรใกล้ตัวเรา ดังนี้ค่ะ
1. ขี้เหล็ก
   มีการศึกษาพบว่าใบอ่อนและดอกตูมของขี้เหล็กมีสารที่ชื่อว่า แอนไฮโดรบาราคอล (anhydrobarakol) ซึ่งมีสรรพคุณช่วยคลายเครียด และมีฤทธิ์เป็นยานอนหลับอ่อนๆ อีกด้วย เรามีวิธีนำขี้เหล็กมาปรุงเป็นยาสมุนไพรคลายเครียด 2 สูตร ดังนี้
ใช้ใบอ่อนและดอกตูมแห้ง 30 กรัม หรือหากเป็นของสดต้องใช้ 50 กรัม นำตัวยาใส่โหลแก้ว เทเหล้าขาวใส่พอท่วมยาแช่ไว้ 7 วัน หมั่นคนบ่อยๆ ทุกวัน ครบ 7 วันใช้ผ้าขาวบางกรองเอาแต่น้ำยา จิบครั้งละ 1-2 ช้อนชา ก่อนนอน
ใช้ใบอ่อนแห้งประมาณ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำดื่มก่อนนอน ครั้งละ 1 แก้ว ข้อควรระวังคือ ห้ามดื่มมากเกินไป เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้
2. ชุมเห็ดไทย
   เป็นสมุนไพรไทยอีกชนิดหนึ่งที่มีสรรพคุณกล่อมประสาท คลายเครียด และทำให้นอนหลับได้ดี วิธีทำ นำเมล็ดชุมเห็ดไทยประมาณ 1-3 ช้อนโต๊ะ (5 -15 กรัม) คั่วจนเกรียมแล้วต้มกับน้ำ 1 ลิตร เคี่ยวจนเหลือ 600 มิลลิลิตร กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำดื่ม แบ่งดื่มครั้งละ 200 มิลลิลิตร เช้า กลางวัน เย็น หลังอาหาร
   หรือชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใส่เมล็ดที่คั่วแล้ว 1 หยิบมือ ลงในกาน้ำชาขนาดประมาณ 0.5 ลิตร เติมน้ำร้อนให้เต็ม ดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร
3. ดอกบัวหลวง
   ใช้ดอกบัวหลวงสีขาวที่ใกล้จะบาน 5 ดอก ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดนาน 10 นาที ดื่มครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3-4 ครั้ง หรือดื่มได้ทั้งวัน ชาดอกบัวหลวงจะมีรสฝาดๆ หอมๆ ดื่มแล้วชุ่มชื่นหัวใจ ทำให้หายอ่อนเพลีย สดชื่นขึ้น แถมช่วยให้นอนหลับสบาย
4. พริกไทย
   ใช้ต้นพริกไทยแห้งที่หั่นแล้วประมาณ 1 หยิบมือ นำมาคั่ว จากนั้นนำไปใส่ในกาชาเติมน้ำร้อนจนเต็ม ชาต้นพริกไทยดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ทำให้สมองปลอดโปร่ง และช่วยลดเครียดได้ดีมาก
5. พลู
   ใบหรือเถาพลูแห้งนำมาคั่วหรืออบให้แห้ง ชงดื่มแทนน้ำชาได้ โดยใช้ใบหรือเถาพลูที่คั่วแล้วประมาณ 1 หยิบมือ ต้มน้ำร้อน 1 ลิตร หรือชงใส่น้ำ 1 กาชา ดื่มวันละ 3-4 ครั้ง หรือดื่มทั้งวันก็ได้ ชาพลูจะออกรสเผ็ดร้อนเล็กน้อย ทำให้ตาสว่าง สดชื่นขึ้น และแก้เครียดได้
6. พวงชมพูดอกขาว
   ใช้เถาแห้ง 1 กำมือ หรือรากแห้ง 1/2 กำมือ ต้มกับน้ำ 4 ถ้วย ต้มให้เหลือ 2 ถ้วย รับประทานครั้งละ 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอน ช่วยกล่อมประสาท และทำให้นอนหลับ
7. ฟ้าทะลายโจร
   ใช้ต้นฟ้าทะลายโจรตากแห้งประมาณ 1 กำมือใหญ่ๆ หั่นและต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองเอาแต่น้ำดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า -เย็น ก่อนอาหาร แก้อาการปวดหัวโดยไม่มีสาเหตุ และคลายเครียดได้
8. มะนาวหรือมะกรูด
   สมุนไพรใกล้ตัวที่มีอยู่ทุกครัวเรือน มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย และทำให้หายเครียดได้ ซึ่งมีวิธีทำง่ายๆ 2 วิธี ได้แก่
ใช้ลูกมะนาวหรือมะกรูด 1 ลูก ผ่าซีก บีบเอาแต่น้ำใส่แก้ว เติมเกลือและน้ำตาลทรายไม่ขัดขาวอย่างละครึ่งช้อนกาแฟ แล้วเทน้ำร้อนใส่ให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มอุ่นๆ ทันทีเมื่อมีอาการ จะช่วยคลายเครียดได้รวดเร็ว แต่หากดื่มมากเกินไป อาจทำให้ท้องเสียได้
ใบมะนาวหรือมะกรูดแห้งประมาณ 1 หยิบมือ นำมาคั่ว จากนั้นนำไปใส่กาชาเติมน้ำร้อนจนเต็ม ชงเป็นชาดื่มได้ทั้งวัน หรือวันละ 3-4 ครั้ง ช่วยขับเลือดลม และแก้เครียดดีมาก
9. มะเฟือง
   ใช้มะเฟืองที่แก่จัด 1 ผล ล้างให้สะอาด หั่น และแกะเมล็ดออก นำมาคั้นน้ำใส่แก้ว เติมเกลือครึ่งช้อนกาแฟ และเทน้ำร้อนลงไปให้เต็มแก้ว คนให้เข้ากัน ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า-เย็น ก่อนอาหาร ช่วยกล่อมประสาทและระงับความฟุ้งซ่าน ทำให้นอนหลับง่ายขึ้น
10. มะละกอ
   ใช้ลูกมะละกอขนาดเขื่องๆ (8 ขีด – 1 กิโลกรัม) 1 ลูก ปลอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด แกะเมล็ดออก แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ประมาณ 15-20 นาที หรือจนกระทั่งน้ำเดือด ยกลง กรองด้วยผ้าขาวบางเอาแต่น้ำ ยกน้ำที่ได้ตั้งไฟใหม่ นำใบชาชนิดใดก็ได้ใส่ลงไป 1 หยิบมือ ต้มต่อจนน้ำเดือด ดื่มแทนน้ำชาได้ทั้งวัน
   ที่นี้คุณจะเริ่มรู้สึกสบาย ช่วยคลายเครียดแล้ว สมุนไพรบางชนิดยังช่วยผ่อนคลาย ทำให้หลับลึก หลับสนิท และรู้สึกสดชื่นทันทีเมื่อตื่นขึ้นอีกด้วยค่ะ

วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เกลือทำอะไรได้มากกว่าที่คิด


ประโยชน์จากเกลือ

เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

มนุษย์เราใช้เกลือกันมาหลายศตวรรษ แล้วเชื่อหรือไม่ว่าเครื่องปรุงรสติดบ้านอย่างเกลือ มีประโยชน์ไม่เพียงปรุงรสอาหารเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์คู่บ้านด้านอื่นที่คุณจะต้องประหลาดใจทีเดียว
     
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีเช็ดรอยเปื้อนไข่ขาวได้ง่ายดาย
หากเผลอทำไข่ตกแตกบนพื้นครัว คงเป็นเรื่องปวดหัวอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะไข่ขาวที่เป็นวุ้นมักทำความสะอาดยาก แต่เพียงโรยเกลือลงบนพื้นที่เลอะ ทิ้งไว้ 20 นาที ก็จะเช็ดไข่ออกได้ง่ายดาย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีบรรเทาความปวดจากการถูกผึ้งต่อย
เมื่อโดนผึ้งต่อย เอาน้ำราด แล้วนำเกลือปริมาณเล็กน้อยมาโรยลงบนบริเวณที่ถูกต่อย จะช่วยบรรเทาความปวดได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีดับไฟที่ติดน้ำมัน
เมื่อไฟติดน้ำมัน การดับด้วยน้ำย่อมไม่ปลอดภัย วิธีดับที่ดีที่สุดคือการโรยเกลือลงบนไฟ
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำความสะอาดคราบติดเตาอบ
หากอาหารที่ทำหยดลงบนเตาอบ ใช้เกลือโรยเพื่อระงับควันและกลิ่นไหม้ได้ และเมื่อเตาอบเย็นลงแล้วก็จะเช็ดรอยเปื้อนได้ง่ายขึ้นด้วย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำให้สีเสื้อผ้าติดทน
หากเกรงเสื้่อผ้าจะสีตกจนจืดจางไปจากที่ซื้อมา ให้แช่ผ้าในน้ำครึ่งแกลลอนที่ผสมน้ำส้มสายชูและเกลืออย่างละครึ่งถ้วย เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง หากผ้ายังสีตกอีกให้ทำซ้ำอีกครั้ง แต่วีธีนี้เหมาะสำหรับผ้าสีเดียว หรือผ้าฝ้ายเท่านั้น
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดวัชพืช
ใส่เกลือหนึ่งกิโลกรัมลงในน้ำสบู่เจือจาง แล้วนำไปสเปรย์ลงบนใบและกิ่งก้าน จะทำให้วัชพืชตายได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำวิปปิ้งครีม
เหยาะเกลือนิดหนึ่งลงในไข่ขาว จะช่วยให้ตีวิปปิ้งครีมให้ฟูได้รวดเร็วและง่ายดายขึ้น
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทดสอบความสดของไข่ไก่
บางครั้งเราเก็บไข่ไว้ในตู้เย็นนานจนลืมว่าหมดอายุหรือยัง เพียงนำเกลือสองช้อนชา ใส่ลงในน้ำหนึ่งถ้วย แล้วใส่ไข่ลงไป หากไข่ลอยแสดงว่ายังสด แต่หากจมก็น่าสงสัยว่าจะไม่สดแล้ว
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดคราบหน้าเตารีด
โรยเกลือลงบนกระดาษขี้ผึ้ง แล้วรีดลงบนกระดาษ ตามด้วยการใช้น้ำยาทำความสะอาดเงินเช็ด
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดเห็บหมัด
ใช้น้ำเกลือราดพื้นและผนังด้านในกรงหรือบ้านเจ้าตูบทุก 2-3 สัปดาห์ จะช่วยกำจัดเห็บหมัดให้หมดไปได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดหญ้า
ไม่ว่าจะเป็นหญ้าที่งอกบนรอยแตกของพื้น หรือหญ้าบนสนาม เพียงโรยเกลือลงบนหญ้า แล้วราดน้ำร้อนตาม เท่านี้ก็ขจัดหญ้าได้ง่ายดาย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีหยุดฟองที่พองตัวล้นจากเครื่องซักผ้า
ใช้เกลือโรยลงบนฟอง เท่านี้ฟองสบู่ก็จะยุบตัวลงทันที
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำความสะอาดดอกไม้ปลอม
ใส่ทั้งเกลือ และดอกไม่ปลอมลงในถุงพลาสติกใบใหญ่ ปิดปาก แล้วเขย่าถุง เท่านี้คราบสกปรกก็จะหลุดออกมากับเกลือให้เห็นทีเดียวว่าสกปรกเพียงใด
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดคราบชาหรือกาแฟบนภาชนะกระเบื้องเคลือบ
นำเกลือมาขัดคราบบนภาชนะกระเบื้องเคลือบออก โดยไม่ต้องทำละลาย คราบจะหลุดออกมาด้วยอย่างง่ายดาย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีป้องกันไม่ให้มันและแอปเปิ้ลที่ปอกแล้วเหลือง
นำมันและแอปเปิ้ลแช่ลงในน้ำเกลือเย็นๆ เท่านี้ก็หยุดการเปลี่ยนสีได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำความสะอาดเขียง
ขัดเขียงด้วยเกลือ จากนั้นนำไปต้มในน้ำร้อน หรือจะใช้น้ำร้อนราดก็ได้เช่นกัน ผึ่งให้แห้ง หมั่นทำเป็นประจำ จะช่วยให้เขียงสะอาดปลอดโรคภัย

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โมซาร์ท (mozard)

โมซาร์ท (Mozard) โมซาร์ท (Mozard) อัจฉริยะดนตรีผู้สร้างดนตรีล้ำค่าไว้เป็นมรดกโลก ประวัติความเป็นมา โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท Wolfgang Amadeus Mozart คีตกวีเอกของโลกจาก ซอลสบวร์ก Salzburg มรดกสำคัญที่โมซาร์ททิ้งไว้ให้เพื่อนร่วมโลกจนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือ งานประพันธ์ดนตรีจำนวนมหาศาลของเขาที่มีความไพเราะและงดงามเป็นสิ่งจรรโลงใจข้ามชาติ ภาษา วัฒนธรรม ที่เข้าถึงคนทั่วโลกได้ งานดนตรีของเขาในรูปแบบต่างๆก็ยังมีการบรรเลงทั้งในรูปแบบดั้งเดิม หรือ ถูกนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสมัยนิยมอยู่เสมอๆ เรียกว่าฟังเมื่อไรก็เพราะเมื่อนั้น โมซาร์ทเกิดในตระกูลนักดนตรีคือพ่อชื่อ เลโอโปลด์ ซึ่งเป็นนักไวโอลินในราชสำนักของเจ้าผู้ครองซอลสบวร์ก วันเกิดของโมซาร์ทคือ 27 มกราคม ค.ศ. 1756 หรือ พ.ศ. 2299 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพ่อของโมซาร์ทเป็นคนที่เห็นแววอัจฉริยะของลูกชาย ตั้งแต่ 2 -3 ขวบ ที่เขาจับเครื่องดนตรีมาเล่นดนตรีที่ได้ยินทำนองเพียงครั้งเดียวอย่างคล่องแคล่วไม่ผิดเพี้ยน แถมยังเล่นทำนองที่ว่ากลับหน้ากลับหลัง หลับตาเล่นเปียโน ตรงนี้ทำให้เลโอโปลด์คิดการใหญ่คือ นำโมซาร์ทกับพี่สาวที่ยังเด็กเช่นกัน ออกตระเวณแสดงความอัศจรรย์ตามราชสำนักทั่วยุโรป และ เป็นที่ฮือฮากันไปทั่ว ประตูราชวังของ พระจักรพรรดิในยุโรปยุคนั้นเปิดกว้างต้อนรับการแสดงของครอบครัวโมซาร์ท เด็กน้อยโวล์ฟกังคือดาราของคณะครอบครัวโมซาร์ท เมื่อโมซาร์ทเริ่มโตขึ้น อัจฉริยะก็ฉายแววจากการสังเคราะห์ความจำให้กลายเป็นบทเพลงที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง โดยเขาเริ่มแต่งงานเพลงชิ้นแรกเมื่ออายุ 6 ขวบ เป็นเพลงเต้นรำแบบมินูเอทที่ไม่ยาวนัก จากนั้นโมซาร์ทไม่เคยหยุดแต่งเพลงเลยจนตายในอีก 29 ปีต่อมา จุดที่น่าสนใจคือ โมซาร์ทเองแม้จะไม่เคยเรียนดนตรีกับใครอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เขาก็ไม่ได้ปฎิเสธการเรียนรู้หรือขอคำชี้แนะจากครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น พ่อของตัวเอง หรือ โจฮัน คริสเตียน บาค คีตกวีผู้มีชื่อก้องยุคนั้น หรือ ปาเดร มาร์ตินี นักบวชอิตาลี ผู้เป็นบรมครูด้านการประพันธ์ดนตรีของยุโรปยุคนั้น หรือ โจเซฟ ไฮเดิ้น นอกจากนั้น ในวัยเด็กจนถึง 16 ปี โมซาร์ทเดินทางไม่หยุดเพื่อตระเวณออกแสดง ตรงนี้ทำให้โมซาร์ทได้ยินแนวดนตรีที่หลากหลาย ซึ่งเขานำมาปรับและประยุกต์ใช้ในงานประพันธ์ดนตรีของเขาในช่วงต่อๆมา โมซาร์ทเองก็เคยพูดว่า แม้เขาจะมีพรสวรรค์ในเรื่องได้ยินทำนองที่ไพเราะจำง่ายติดหู จนทำให้เพลงที่ประพันธ์มีเสน่ห์น่าฟัง แต่ไม่ใช่ว่าผลงานที่ออกแสดงจะออกมาง่ายๆ โมซาร์ททำงานหนักมากที่จะทำให้ดนตรีของเขาออกมาดีและงดงามตามที่ตั้งใจไว้ ชะตาเริ่มเล่นตลกกับโมซาร์ทเมื่อเขาเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าเขาจะมีฝีมือในการแต่งดนตรี แต่นักประพันธ์เพลงคนอื่นก็มีเหมือนกัน โมซาร์ทเองก็ต้องฝ่าฟันเพื่อทำให้ผลงานของตัวเองเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ซึ่งจุดขายเรื่องการเป็นเด็กอัจฉริยะนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ปัญหาอีกอย่างที่โมซาร์ทไม่ชอบคือ บ้านเกิด เพราะหลังจากออกตระเวณแสดงทั่วยุโรป เขาก็ต้องตามพ่อกลับมาประจำสำนักเจ้าผู้ครองซอลสบวร์ก ที่ทำให้เขาอึดอัด เพราะเหมือนจับพญามังกรมาขังในคลองน้อยเสียแล้ว อีกอย่างท่านเจ้าผู้ครองนครนั้นเป็นพระจึงไม่ชอบให้โมซาร์ทแต่งเพลงอะไรอื่นนอกจากเพลงศาสนา ภาวการณ์แบบบนี้ทำให้โมซาร์ทหงุดหงิดมากขึ้นเพราะพลังการสร้างสรรค์ของเขากำลังถูกปิดกั้น และ เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเฉาตาย ในปี 1781 เขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญที่ถือว่ากล้าหาญมากในยุคนั้น คือ การขอลาออกจากสังกัดของเจ้าผู้ครองนครเพื่อจะไปทำงานเป็นศิลปินอิสระเพื่อใช้ฝีมือดนตรีของตัวเองสร้างชื่อและฐานะในเวียนนา มหานครแห่งอารยธรรมของยุโรปตะวันตกยุคนั้น แต่ในยุคโมซาร์ทเรื่องแบบนี้มันไม่ง่าย เพราะศิลปินที่ไม่มีเจ้านายเลี้ยงก็ต้องลำบากมากในการหางาน และ ไม่มีความมั่นคงในชีวิต เพราะเจ้านายทำหน้าที่เป็นรัฐสวัสดิการให้คนในสังกัด เพราะไม่เพียงดูแลตัวศิลปิน ยังดูแลถึงครอบครัวอีกด้วย นักเขียนประวัติโมซาร์ทบางคนถึงเปรียบการตัดสินใจของโมซาร์ทคราวนี้ว่า นี่แหละคือ การแสดงอหังการ์ของศิลปินครั้งแรกๆในโลกตะวันตกทีเดียว การตัดสินใจครั้งนี้แหละ ที่ทำให้โลกได้ประโยชน์เพราะโมซาร์ทต้องแต่งดนตรีหาเลี้ยงชีพ ซึ่งก็ต้องทำงานเพลงหลายๆแนวตามแต่ใครจะจ้าง ทำให้เขามีมรดกทางดนตรีเหลือไว้มากมาย งานต่างๆเหล่านี้มีทั้งอุปรากร, ซิมโฟนี่, คอนแชร์โต้ ( การเล่นเครื่องดนตรีเดี่ยวประชันกับวงดุริยางค์ ) , โซนาต้า ( ดนตรีบรรเลงชิ้นเดียว ) จำนวนมหาศาลที่ฟังทีไรก็มีความเพราะพริ้งเกินบรรยาย ที่คนฟังคุ้นหูก็คือ ทำนองเปิดของซิมโฟนีหมายเลข 40, ทำนองเปิดของงานประพันธ์สำหรับวงเครื่องสายชื่อ A little Night Music , บทเพลงโหมโรงจากอุปรากรเรื่อง “งานวิวาห์ของฟิกาโร” หรือ Marriage of Figaro เป็นต้น ที่น่าทึ่งคือช่วงที่โมซาร์ทผลิตงานชั้นเอกเหล่านี้ เป็นช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่น เพราะไหนจะต้องคิดเสนองานใหม่ออกสู่ตลาดเพราะไม่มีสังกัด ไหนจะต้องหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งก็ไม่ค่อยราบรื่นนักเพราะว่าโมซาร์ทใช้เงินเก่งทีเดียว โมซาร์ทเสียชีวิตเมื่ออายุ 35 ปี ที่เวียนนาจากสาเหตุที่ยังสันนิษฐานกันอยู่ว่ามาจากอะไรแน่ และ เขายังทำงานจนนาทีสุดท้าย คือ การแต่งเพลงสวดงานศพ แต่ทำไม่จบ งานของโมซาร์ทนั้นนักวิชาการด้านดนตรีบอกว่าเป็นแบบคลาสสิคบริสุทธิ์ คือ เสนอความงามของเสียงดนตรีที่เรียบเรียงอย่างดีเพื่อความจรรโลงใจของผู้ฟัง แต่จะไม่ก่อความสะเทือนอารมณ์ของคนฟังไม่ว่าจะเศร้าสลด หรือ หวานหยดย้อย สิ่งที่ทำให้ดนตรีโมซาร์ทโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมสมัยและผลงานของเขาเป็นอมตะอยู่จนทุกวันนี้คือ ความง่ายแต่งามของงานดนตรีที่ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ง่ายๆ ซึ่งว่ากันว่าจะทำให้งานของเขามีคนฟังต่อไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือมนุษย์อีกต่อไป ------------------------------------------------ Credit รูปภาพ จาก http://th.wikipedia.org