วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ทำไมคนญี่ปุ่นไม่แซงคิว...เรื่องดี ๆ ที่อยากให้อ่าน

ทำไมคนญี่ปุ่นเข้าแถว ไม่แซงคิว บทความดี ๆ จาก ฮารา ชินทาโร่ อาจารย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดมุมมองให้เข้าใจวัฒนธรรมชาวญี่ปุ่นมากขึ้น

เห็นภาพความมีระเบียบวินัยของชาวญี่ปุ่นแล้วอดทึ่งไม่ได้ เพราะเราแทบไม่เคยเห็นภาพการยื้อแย่งแซงคิวเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเลย แม้แต่ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิถล่มเมื่อปี 2554 ยังปรากฏภาพชาวญี่ปุ่นเข้าแถวรอรับความช่วยเหลือจากทีมกู้ภัย และยังเข้าคิวต่อแถวซื้อสินค้าอย่างเป็นระเบียบ เป็นภาพน่าประทับใจที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก

                             


                                   



                                        


สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้หลายคนอดตั้งคำถามอยู่ในใจไม่ได้ว่า เหตุใดชาวญี่ปุ่นจึงเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดนี้ แม้ตกอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญความยากลำบาก ฮารา ชินทาโร่ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจ ผ่านการโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก Hara Shintaro เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2557 ก่อนที่ข้อเขียนดังกล่าวจะถูกแชร์ต่อกันในโลกไซเบอร์ ดังนี้

"ทำไมคนญี่ปุ่นเข้าแถว (ไม่แซงคิว)

ผมเองก็ไม่ทราบครับ ว่า ทำไมคนญี่ปุ่นเข้าคิวทุกครั้ง และแทบจะไม่มีใครกล้าแซงคิว มันเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับงานวิจัยด้วย

สาเหตุหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ มันเป็นวัฒนธรรมในสังคมญี่ปุ่น ถูกสอนตั้งแต่สมัยอนุบาลศึกษา ทั้งพ่อแม่ ทั้งครู และทั้งบรรดาผู้ใหญ่จะดุเด็ก ๆ ที่แซงคิวหรือไม่เข้าคิว ดังนั้น ตั้งแต่สมัยเด็ก เราก็เข้าใจว่า การแซงคิวนั้นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ที่นี่ขอสังเกตว่า นี่ไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับดีหรือไม่ดีครับ แต่อยู่ที่ว่า ทำได้หรือทำไม่ได้ เนื่องจากว่าทุกครั้งพยายามจะแซงคิว เด็ก ๆ จะโดนผู้ใหญ่ดุ และไม่มีผู้ใหญ่ที่แซงคิว ทำให้เด็กรู้ว่า ฉันก็ทำไม่ได้

อีกอย่าง คนที่แซงคิวถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า เพราะคนนั้นเป็นคนที่เห็นแก่ตัว ไม่เกรงใจคนอื่น และทำให้คนอื่นรอนานเพราะความเห็นแก่ตัวของตนเอง ในที่นี่ ขอสังเกตว่า ชาวญี่ปุ่นเน้นความตรงต่อเวลามาก (ไม่ได้หมายความว่าทุกคนเป็นแบบนั้น แต่โดยส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น) ดังนั้น การแซงคิวหมายความว่า คนที่แซงนั้นไม่ให้เกียรติต่อเวลาของคนอื่น เมื่อคนใดคนหนึ่งไม่เห็นคุณค่าในเวลาของคนอื่น คนนั้นก็ถูกมองว่าคนที่ไร้คุณค่า อีกนัยหนึ่ง เราก็กลัวว่า ถ้าเราแซงคิว เราจะถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่มีคุณค่า ดังนั้นเราก็ไม่ทำ

อีกสาเหตุหนึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับสิทธิและความเท่าเทียมกัน แม้ว่าคนที่อยู่ข้างหน้าของแถวนั้นเป็นคนใดก็ตาม เราก็รู้สึกว่า เขามีสิทธิมากกว่าเรา แม้ว่าเราจะมีอำนาจสูงกว่า มีเงินมากกว่า มีการศึกษาสูงกว่า ตำแหน่งที่สูงกว่าก็ตาม ในแถวนั้น คนที่มีสิทธิมากที่สุดก็คือคนที่มาเร็วที่สุด คนนั้นเป็นใคร ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

สังคมเราก็ยังเชื่อว่า การเข้าคิวนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน เพราะถ้าไม่มีคิว คนที่ได้เปรียบที่สุดก็คือ คนที่ไม่รู้จักคำว่า "อาย" เราก็ไม่อยากจะให้สังคมของเราเป็นสังคมที่คนที่ไม่รู้จักคำว่า "อาย" ได้เปรียบ ทุกคนก็ยอมรับที่จะเข้าแถว แม้ว่าแถวนั้นจะยาวเป็นหลายกิโลก็ตาม

ในสังคมบางสังคม (ขอโทษด้วยนะครับ รวมถึงสังคมไทย) ในขณะที่เราเข้าแถว ผู้ใหญ่มาถึงที่นั้น มักจะมีคนที่ต้อนรับท่านผู้ใหญ่และบอกว่า "เชิญทางนี้นะค่ะ/ครับ" หลังจากนั้นก็จะให้บริการแก่ท่านผู้ใหญ่คนนั้นก่อนคนที่เข้าแถวเป็นเวลานาน ถ้าในประเทศญี่ปุ่น อาจจะมีคนที่ต้อนรับท่านผู้ใหญ่ (แม้ว่าหายาก) แต่คนที่ต้อนรับท่านผู้ใหญ่นั้นก็ต้องบอกว่า "ขอบคุณครับท่าน ขอโทษนะครับ วันนี้ คิวมันจะยาวหน่อยครับ

โดยส่วนตัว ผมคิดว่า ความเจริญของสังคมไม่ได้อยู่ในวัตถุอย่างเดียว แต่เราถือว่า สังคมใดสังคมหนึ่งพัฒนามาแล้ว ในเมื่อคนที่ปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบ ไม่เสียเปรียบ ในตรงกันข้าม ในสังคมใดสังคมหนึ่ง คนที่ไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบยังได้เปรียบ สังคมนั้นถือว่ายังไม่เจริญ

ตอนนี้ อยู่ในจังหวะที่มีข่าวดีเกี่ยวกับญี่ปุ่นเข้ามาเรื่อย ๆ ไม่ใช่ว่าประเทศญี่ปุ่นมีแต่สิ่งดี ๆ มีด้านมืดอีกมากมาย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีสิ่งดี ๆ บางอย่างจริง เท่าที่ผมสังเกต ความแตกต่างระหว่างสังคมไทยกับญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ที่สันดาน พันธุกรรม หรือปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่สามารถเปลี่ยนได้หรือเปลี่ยนยาก แต่อยู่ที่การสะสมของข้อแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ มากกว่าครับ

หนึ่งในความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ คือ การให้เกียรติต่อสิทธิของผู้อื่น ถ้าเราให้เกียรติต่อสิทธิของคนอื่นมากกว่านี้ แค่นิดเดียว โดยให้ความเกรงใจต่อผู้อื่นและความเคารพต่อสิทธิของเขา สังคมก็คงจะดีขึ้นอย่างเหลือเชื่อครับ"

"โกสน" ช่วยดูดพิษในอากาศ


                                     


                                                     

โกสนเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีความสามารถอยู่บ้างในการดูดมลพิษในอากาศ ถึงแม้จะไม่มากเท่ากับไม้ประดับชนิดอื่น ๆ แต่มีข้อได้เปรียบที่สีสันสวยงามของโกสน ทำ ให้ได้รับเลือกเป็นไม้ประดับยอดนิยมชนิดหนึ่ง 

โกสนเป็นพืชอีกชนิดหนึ่งที่มีความสามารถอยู่บ้างในการดูดมลพิษในอากาศ ถึงแม้จะไม่มากเท่ากับไม้ประดับชนิดอื่น ๆ แต่มีข้อได้เปรียบที่สีสันสวยงามของโกสน ทำ ให้ได้รับเลือกเป็นไม้ประดับยอดนิยมชนิดหนึ่ง โกสนมีอยู่มากมายหลายพันธุ์ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ ความโดดเด่นอยู่ที่ลักษณะของใบที่มีหลากหลายทั้งรูปแบบและสีสันที่สดใสงดงาม จึงนิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับทั้งภายในและภายนอกอาคาร ตามปกติโกสนเป็นไม้ประดับที่ปลูกไว้ภายนอกอาคาร เพราะเป็นไม้กลางแจ้งที่ชอบแดด สีสันของโกสนจะสวยงามได้ขึ้นอยู่กับการที่ได้รับแสงแดดที่พอเพียง ดังนั้นเมื่อนำโกสนมาปลูกเป็นไม้ประดับภายในอาคาร จึงควรตั้งไว้ในที่ที่ได้รับแสงอย่างพอเพียง หรือมีแสงแดดส่องถึง มิฉะนั้นสีของใบโกสนจะซีดลง

10 สินค้า"ที่คาดไม่ถึงใน 7-11

เว็บไซต์ ท็อปเทนไทยแลนด์ www.toptenthailand.com นำเสนอ 10 สินค้าที่คาดไม่ถึงใน 7-11 ซึ่งมีหลายสินค้าที่ปกติผู้บริโภคอย่างเราจะหาซื้อรับประทานได้ตามริมทางหรือการปรุงขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม ระยะหลังมานี้ ทาง 7-11 มีการนำอาหารที่เคยหาซื้อกินตามริมทางมาทำบรรจุภัณฑ์วางขายให้ซื้อหากันได้ง่ายขึ้น ส่วนรสชาติก็แล้วแต่ผู้บริโภคจะชอบหรือไม่ชอบ

                                 

สำหรับ 10 สินค้าที่ถูกระบุว่าคาดไม่ถึง บ้างก็คงเห็นหรือได้ลองลิ้มชิมรสชาติกันมาบ้างแล้ว ประกอบด้วย

1.ถ้วยรางวัลแม่ดีเด่น
2.นวมพร้อมกระสอบเด็กเล่น
3.พวงมาลัยคล้องคอ
4.ข้าวโพดต้ม
5.เต้าทึงในน้ำลำไย
6.ข้าวเหนียวเปียกลำไย
7.มะม่วงน้ำปลาหวาน
8.ช็อกโกแลตลาวาเค้ก
9.โทรศัพท์มือถือ
10.กล้วยปิ้ง

10 สัญญาณเตือนก่อนเข้าขั้นสมองเสื่อม

                               


                               

“สมอง” เจริญเติบโตและพัฒนาต่อเนื่องจนถึงอายุ 25 ปี และจะเริ่มเสื่อมลงตามอายุที่มากขึ้น

“สมอง” เจริญเติบโตและพัฒนาต่อเนื่องจนถึงอายุ 25 ปี และจะเริ่มเสื่อมลงตามอายุที่มากขึ้น ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่มีเครื่องมือเพื่อช่วยจำ ช่วยคิด แทนการใช้สมอง ทำให้สมองขาดการใช้งาน เซลล์ประสาทขาดการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกิดปัญหาสมองเสื่อมตามมา พบว่าภาวะสมองเสื่อมนั้นเกิดจาก โรคอัลไซเมอร์ ที่มีสาเหตุจากอนุมูลอิสระทำลายเซลล์สมอง ทำให้สมองไม่สามารถรับส่งกระแสประสาทได้ดีดังเดิม และอีกสาเหตุเกิดจากโรคหลอดเลือดในสมอง ซึ่งมีต้นเหตุจากโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดตีบ จนส่งผลให้นำอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ ทำให้เซลล์สมองเสื่อมและตายลงในที่สุด

10 สัญญาณอันตราย ทดสอบว่าคุณและคนที่คุณรักเสี่ยงต่อโรคสมองเสื่อมหรือไม่

1. ความจำเสื่อม โดยเฉพาะความจำระยะสั้น หรือบกพร่องในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การถามย้ำซ้ำไปซ้ำมา หรือลืมไปแล้วว่าเมื่อสักครู่พูดอะไร ลืมนัดหมายที่สำคัญ จนต้องใช้เครื่องมือเพื่อช่วยจำ ไม่ว่าจะเป็นสมุดโน้ต หรืออุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์

2. งานหรือกิจกรรมอะไรที่เคยทำอยู่ประจำกลายเป็นงานที่ทำได้ยากขึ้น เช่น อาหารที่เคยทำแต่กลับลืมว่าต้องใส่อะไรก่อน-หลัง และใส่เครื่องปรุงไม่ครบ เป็นต้น

3. มีปัญหาในการใช้ภาษา เช่น พูดไม่รู้เรื่อง ใช้คำผิด เรียงลำดับคำผิด คิดไม่ออกว่าจะใช้คำว่าอะไร

4. สับสนเรื่องเวลาและทิศทาง มักจะคิดว่าเวลาผ่านไปนานกว่าปกติ มักหลงทาง กลับบ้านไม่ถูก

5. สับสนเรื่องภาพและความสัมพันธ์เกี่ยวกับระยะ เช่น การอ่าน การตัดสินใจและการแยกความแตกต่างทำได้ยากขึ้น ทั้งในเรื่องระยะทางและสี จนอาจเป็นปัญหาด้านการขับรถ

6. สติปัญญาด้อยลง คิดเรื่องยาก ๆ หรือแก้ปัญหาไม่ค่อยได้ และมีการตัดสินใจผิดพลาด

7. วางของผิดที่ผิดทาง เช่น เอารีโมททีวีไปใส่ไว้ในตู้เย็น โดยไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดและยังใช้ชีวิตปกติทั้งที่ข้าวของยังวางผิดที่

8. อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่ายและรวดเร็ว เช่น เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวก็สงบนิ่ง

9. บุคลิกเปลี่ยนแปลงไป เช่น เฉยเมยไร้อารมณ์ ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งรอบตัว หรือมีพฤติกรรมที่แต่ก่อนไม่เคยเป็นมาก่อน อาจจะมีบุคลิกที่กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง

10. ขาดความคิดริเริ่ม กลายเป็นคนเฉื่อยๆ ต้องมีการกระตุ้น บอกใบ้ รวมถึงการแยกตัวไม่เข้าสังคม ชวนไปไหนก็ปฏิเสธ

แหล่งสารอาหารสำคัญสำหรับบำรุงสมอง

สารสกัดจากใบแปะก๊วย ช่วยปกป้องเซลล์สมองจากการทำลายของอนุมูลอิสระ เพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและการไหลเวียนเลือด ทำให้เลือด ออกซิเจน และอาหารไปเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดียิ่งขึ้น และช่วยเพิ่มความจำ ความคิด การเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

DHA สารสกัดจากน้ำมันปลา กรดไขมันสำคัญที่มีผลต่อการพัฒนาสมอง สามารถลดการสร้างพังผืดในสมอง ซึ่งเป็นตัวทำลายใยประสาทส่วนความจำอันจะทำให้ความจำเสื่อม ดังนั้นการได้รับ DHA จะช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์สมองได้

เลซิติน สารที่จำเป็นต่อเซลล์ทุกชนิดในร่างกายโดยเฉพาะส่วนประกอบของเนื้อเยื้อหุ้มสมองและเซลล์ประสาท ซึ่งเลซิตินให้สารสำคัญที่เรียกว่า ฟอสฟาติดิลโคลีน ที่ช่วยสร้างสารสื่อประสาทอะซิติลโคลีน จึงมีบทบาทในการพัฒนาการด้านการเรียนรู้ และความจำ พบว่าผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มแรก หากได้รับโคลีนเป็นระยะเวลา 6 เดือน จะช่วยให้ความจำดีขึ้น ทำให้สมองทำงานได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

                                         

นอกจากนี้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง และหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง รวมถึงการหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียด และการฝึกสมอง เช่น การเล่นเกม จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้เราห่างไกลจากภัยสมองเสื่อมได้

วิธีกินอาหารปิ้งย่างอย่างปลอดภัย

อาหารปิ้งย่าง ประเภทหมูกระทะหรือเนื้อย่างเกาหลีนับวันจะยิ่งได้รับความนิยมสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่รักการกินเนื้อสัตว์ด้วยแล้ว แค่เดินผ่านยังต้องหันมองจนคอเคล็ดทีเดียว

แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าอาหารประเภทปิ้งย่างนั้น นอกจากความอร่อยแล้วยังแฝงไว้ด้วยความน่ากลัวสารพัด ถ้าไม่รู้จักกินหรือกินไม่เป็น โรคร้ายที่ไม่พึงประสงค์อาจมาเยี่ยมเยียนท่านได้เช่นกัน

อันตรายของอาหารปิ้งย่าง
เนื้อสัตว์ที่นำมาบริการในร้านที่ขายอาหารแบบปิ้งย่างทั้งหลาย ส่วนมากเป็นเนื้อสัตว์ที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น เนื้อหมูและเครื่องในหมู เนื้อไก่ เนื้อวัว ไส้กรอก ลูกชิ้นชนิดต่างๆ และอาหารทะเล ซึ่งอาหารเหล่านี้มีส่วนประกอบของโปรตีนและไขมันเป็นหลัก ซึ่งถ้าเราปิ้งย่างไม่ถูกวิธีจะสามารถนำอันตรายที่คาดไม่ถึงมาสู่ตัวเราได้เช่น ถ้าเนื้อเหล่านั้นมีเชื้อโรคหรือพยาธิอยู่ แล้วเราปิ้งย่างเนื้อสัตว์ไม่สุก ก็เหมือนเราเปิดทางสะดวกให้เชื้อโรคหรือพยาธิเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกายได้อย่างสบาย หรือถ้าปิ้งย่างสุกมากเกินไปหรือย่างจนเกรียม ไขมันในเนื้อสัตว์ที่ถูกเผาไฟจะแปลงสภาพเป็นสารพิษในกลุ่มไพโรไลเซต (Pyrolysates) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรง นอกจากนี้อาหารทะเลจำพวกปลาหมึกย่างและปลาทะเลย่างยังมีสารจำพวกไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเช่นกัน ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนักก็ตาม
 
เนื้อย่างเกาหลี
นอกจากเนื้อสัตว์หรือไขมันสัตว์ที่ไหม้เกรียมจะเป็นสารก่อมะเร็งโดยตรงแล้ว ไขมันที่หยดลงโดนถ่านไฟยังก่อให้เกิดสารจำพวกโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic Aromatic Hydrocarbon) ซึ่งเป็นอันตรายมากเช่นเดียวกับควันพิษจากท่อไอเสียรถยนต์ ซึ่งถ้าเราสูดดมเข้าไปมากๆสารดังกล่าวจะกลายไปเป็นสารตั้งต้นของการเกิดมะเร็งได้

วิธีกินอาหารปิ้งย่างอย่างปลอดภัย
การกินอาหารปิ้งย่างให้ปลอดภัยนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธีต่างๆเหล่านี้
1. ไม่ย่างเนื้อสัตว์ให้สุกน้อยหรือมากเกินไปจนเกรียม
2. หลีกเลี่ยงการกินไขมันสัตว์ที่ไหม้ไฟจนเกรียม
3. หลีกเลี่ยงการสูดกลิ่นควันที่เกิดจากการปิ้งย่าง
4. ไม่กินอาหารประเภทปิ้งย่างบ่อยเกินไป
5. เลือกร้านที่สะอาดและมีระบบดูดควัน
6. ถ้าเป็นไปได้ เลือกใช้วิธีต้มจะดีกว่าปิ้งย่าง

สุนัขที่มีราคาแพงที่สุดในโลก


                                 


                                 

                                 ทิเบตัน มาสทิฟฟ์...มันเป็นสุนัขสายพันธุ์โบราณ มีถิ่นอาศัยอยู่ทิเบต หรือ บริเวณเอเชียกลางไปถึงประ-เทศอินเดีย มีชื่อเรียกเฉพาะในภาษาท้องถิ่นว่า Do-khyi ซึ่งแปลว่า สุนัขที่ต้องถูกผูกไว้ (tied dog) เพื่อความปลอดภัยของบุคคลภายนอก เนื่องจาก อุปนิสัยที่หวงถิ่นฐานและดุร้ายมาก

ชาวทิเบต...ในเวลาที่นำจามรีและแกะไปเลี้ยงในทุ่งกว้าง จะพา...ทิเบตัน มาสทิฟฟ์ ไปด้วยทุกครั้ง มักกล่าวชื่นชมพวกมันว่า...กล้าหาญ และ แข็งแกร่ง มีรูปร่างและ พลังมหาศาลจนสามารถต่อสู้กับหมี หรือ เสือ ที่บุกเข้ามากินฝูงสัตว์ที่มันดูแลได้ทีเดียว

ปัจจุบัน ประเทศจีนห้ามส่งออกทิเบตัน มาสทิฟฟ์ และประกาศให้เป็น สัตว์สงวนของชาติ ส่วนที่ ประเทศอังกฤษ มีสุนัขพันธุ์นี้อยู่ ประมาณ 300 ตัว โดยที่ลูกสุนัขแต่ละตัวขายราคาประมาณ 850-1,000 ปอนด์ หรือ ประมาณ 41,000-48,000 บาท

เศรษฐีชาวจีน มักนิยมหามาไว้ในครอบครอง...เนื่องจากมันเป็นสุนัขที่แสดงถึงความร่ำรวย ส่วนลูกสุนัขขายในราคาราว 5 หมื่นบาท...สำหรับ ประเทศไทย ปัจจุบันมีคนเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์นี้ไม่ถึง 20 ราย สนน ราคาขายกันที่ 1 แสนบาท หรือ สูงถึง 1 ล้านบาท...

นกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก

นกที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก คือ นกฮัมมิงเบิร์ด (Hummingbird)

นกฮัมมิงเบิร์ด เป็นนกที่มีขนาดเล็กมาก กล่าวคือ เมื่อโตเต็มที่จะมีความยาวเพียง 5 เซนติเมตรเท่านั้น (สายพันธุ์ Bee Hummingbird) และมีน้ำหนักเพียงไม่กี่กรัม

                                 


                                           


                                           

อาหารของนกฮัมมิงเบิร์ดก็คือ น้ำหวานจากดอกไม้ ผลไม้ และแมลงขนาดเล็ก โดยมีน้ำหวานจากดอกไม้เป็นอาหารหลัก นักวิทยาศาสตร์พบว่านกฮัมมิงเบิร์ดมีอัตรเมตาโบลิซึ่มสูงที่สุดในบรรดานกด้วยกัน เนื่องจากนกฮัมมิงเบิร์ดสามารถบินได้เร็ว (เมื่อเทียบกับขนาดตัว) โดยสามารถกระพือปีกได้เร็วมากประมาณ 200 ครั้งต่อวินาที เร็วจนสายตามนุษย์มองแทบไม่ทัน หัวใจเต้นเร็วถึง 1,250 ครั้งต่อวินาที ดังนั้นน้ำหวานจึงเป็นอาหารที่เหมาะสมกับนกฮัมมิงเบิร์ดมากที่สุด เพราะย่อยสลายเป็นพลังงานได้เร็วที่สุด

นกฮัมมิงเบิร์ดในโลกนี้มีอยู่ราว 120 สายพันธ์ย่อย (Species) มีอายุขัยเฉลี่ย 3-5 ปี