ชื่อเรียกของแต่ละตัวอักษรในภาษาเยอรมัน
*เป็นเสียงที่ประมาณในภาษาไทยได้ยาก ให้ฟังเสียงในไฟล์ดีๆ
กฎทั่วไปในการออกเสียง
· โดยทั่วไปเหมือนกับภาษาอังกฤษ
· ระวังเรื่อง accent ด้วย คำส่วนใหญ่จะมี accent อยู่ที่พยางค์แรก แต่ก็มีคำยกเว้นที่เป็นคำซึ่งมาจากต่างประเทศอยู่เหมือนกัน
· เสียงสระเป็นเสียงสั้นไม่ก็ยาว สระที่ลง accent จะออกเสียงยาว
· แต่ถ้าหลังจากสระเป็นพยัญชนะสองตัวขึ้นไปเรียงติดกัน จะออกเสียงสระเป็นเสียงสั้น
· คำประสมจะลง accent แยกจากกัน
เสียงสระ (เสียงอ่านภาษาไทยเป็นเสียงโดยประมาณ ลองฟังแล้วพยายามออกเสียงเลียนแบบเสียงจริง)
คำอธิบายอย่างไม่เป็นทางการของผู้เขียนสำหรับเสียงสระบางเสียง
· ตัว e ออกเสียง “เอ” แต่ฉีกปากให้กว้างกว่าปกติ ในขณะที่ตัว ä ออกเสียง “เอ” ธรรมดา
· เสียง ö ทำปากให้ริมฝีปากห่อเป็นวงกลมเหมือนจะพูดว่า “โอ” แต่ออกเสียงว่า “เอ” (o-e)
· เสียง ü ทำปากให้ริมฝีปากห่อเป็นวงกลมเหมือนจะพูดว่า “อู” แต่ออกเสียงว่า “อี” (u-i)
เสียงพยัญชนะที่ควรระวัง
คำอธิบายอย่างไม่เป็นทางการของผู้เขียนสำหรับเสียงของบางพยัญชนะ
· b, d, g ถ้าเป็นตัวสะกดให้ออกเป็น p, t, k ตามลำดับ
· ch ที่ตามหลัง a, o, u หรือ au ออกเสียง ฮ+(สระก่อนหน้านั้น) แบบเป่าออกมาเพียงแต่ลมหายใจ อย่าง Bach, Koch, Buch, Bauch จะออกเสียงประมาณ บา(ฮ)า คอ(ฮ)อ บู(ฮู) เบาโ(ฮ)
· -ig ออกเสียงราวๆ อิ(ฮิ) คล้ายๆ กับกรณี ch แต่เป็นเสียง ฮิ (มีแต่ลมหายใจ) ลงท้าย
· sp, st ที่ขึ้นต้นคำ ออกเสียง s เป็นเสียง ชุ (=shu) ต่างจากในภาษาอังกฤษที่ออกเป็นเสียง สะ
· t ในคำจากต่างประเทศที่อย่าง Nation, Patient ออกเสียงเป็น [ts] ในกรณีนี้คือ Nat-si-on และ Pat-si-ent
ฝึกออกเสียง
ตัวเลข
ระวังการออกเสียงตัวเลข 16 sechzehn เซ็ก(ฮิ)-เซน กับ 60 sechzig เซ็ก(ฮิ)-ซิ(ฮิ)
· ตัวเลข 13 ถึง 19 ก็คือ 3 ถึง 9 ตามด้วยคำว่า ~zehn (สิบ) คล้ายๆ กับภาษาอังกฤษที่เป็น thirteen, fourteen, fifteen… nineteen แต่ว่าให้ระวังคำอ่านของ 16 (sechzehn) กับ 17 (siebzehn) ที่จะเพี้ยนไปจากปกติ 6 sechs, 7 sieben
· ตัวเลข 20, 30 … 90 นั้นตามหลังด้วย ~zig แต่ให้ระวังตรง 30 dreißig (เปลี่ยนจาก z เป็น ß) 60 sechzig และ 70siebzig
· 22 อ่านว่า zweiundzwanzig ซึ่งแยกส่วนได้เป็น zwei|und|zwanzig คือ สอง|และ|ยี่สิบ
ในทำนองเดียวกัน 23 คือ dreiundzwanzig (drei|und|zwanzig) = สาม|และ|ยี่สิบ หรือ 25 คือ fünfundzwanzig (fünf|und|zwanzig) = ห้า|และ|ยี่สิบ สังเกตว่า 21 อ่านว่า einundzwanzig คือในกรณีนี้เลข 1 อ่านว่า ein
· ตั้งแต่ 100 ขึ้นไปอ่านจากหลักทางซ้าย + สองหลักสุดท้ายอย่างเช่น123 อ่านว่า hundertdreiundzwanzig (hundert|dreiundzwanzig)= หนึ่งร้อย|สามและยี่สิบ
คำทักทาย
Guten Morgen, Herr Meyer! – Guten Morgen, Frau Müller!
Good morning, Mr. Meyer! – Good morning, Mrs. Müller!
อรุณสวัสดิ์ คุณไมเยอร์ – อรุณสวัสดิ์ คุณนายมุลเลอร์
Guten Tag, Doris! – Guten Tag, Ulrike!
Hello, Doris! – Hello, Ulrike! (จริงๆ Guten Tag แปลว่า Good day)
สวัสดี ดอริส – สวัสดี อุลริเก
Guten Abend, liebe Zuschauer!
Good evening, dear listeners!
สวัสดีตอนเย็นครับ ท่านผู้ฟังที่รัก
Gute Nacht!
Good night!
ราตรีสวัสดิ์
Wie geht es Ihnen? – Danke, gut. Und Ihnen? – Danke, auch gut.*
How are you? – I’m fine, thank you. And you? – I’m fine too, thank you.
สบายดีรึเปล่าครับ? – สบายดีค่ะ แล้วคุณล่ะคะ? – ผมก็สบายดีครับ
Wie geht’s dir? – Danke, gut. Und dir? – Danke, es geht.**
How’s it going? – Fine thanks. And you? – Well, so-so.
นายเป็นยังไงบ้าง? – ก็ดีนิ แล้วนายล่ะ? – ก็พอไหวล่ะนะ
Auf Wiedersehen! – Auf Wiedersehen!
Good bye! – Good bye!
ลาก่อนครับ – ลาก่อนค่ะ
Tschüs, bis morgen! – Tschüs! (ออกเสียงเป็น Tschüss ก็มี)
Bye, until tomorrow! – Bye!
แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ – แล้วเจอกัน
Danke schön! – Bitte schön!
Thank you very much. – You’re welcome.
ขอบคุณมากครับ – ไม่เป็นไรค่ะ
* ประโยคใช้ถามคนที่ไม่สนิทกัน (Ihnen = คุณ)
** ประโยคใช้ถามคนที่สนิทกัน (dir = นาย, เธอ, แก)
ชื่อฤดูกาล เดือน วัน ช่วงเวลา
ฤดูกาล
เดือน
วัน
· Tag แปลว่า Day (วัน) วันส่วนใหญ่จึงลงท้ายด้วย ~tag
· Mittwoch มาจาก Mitte (mid กลาง) + Woche (week สัปดาห์) เพราะฉะนั้น Mittwoch จึงมีความหมายราวๆ mid-week หรือ “กลางสัปดาห์” นั่นเอง
· Sonnabend เป็นคำที่ใช้ในแถบเยอรมันทางเหนือ มาจาก Sonne (sun พระอาทิตย์) + Abend (evening ตอนเย็น) รวมกันอาจจะเป็น sun-evening อาจจะทำให้คิดว่าเป็นเย็นวันอาทิตย์ แต่จริงๆ ความหมายเดิมคือ “เย็นก่อนวันอาทิตย์” ก็คือวันเสาร์นั่นเอง
ช่วงเวลา
· เหมือนก่อนหน้านี้ Mittag มาจาก Mitte (mid กลาง) + Tag (day วัน)
· vor แปลว่า in front of (ก่อนหน้า) ดังนั้น Vormittag จึงแปลว่า “ก่อนเที่ยง” หรือ สาย นั่นเอง
· nach แปลว่า after, pass (หลังจาก) ดังนั้น Nachmittag ก็คือ “หลังเที่ยง” หรือ บ่าย นั่นเอง
|
วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
มาเรียนภาษาเยอรมันกันเถอะ! - ภาคไวยากรณ์
วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2557
10 อันดับกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
นิตยสารฟอร์บ เสนอบทความกษัตริย์ที่รวยที่สุดในโลก
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา (คาดว่าเป็นปี 2008)
ฟอร์บระบุว่า การประเมินทรัพย์สินของราชวงศ์นั้น
ต้องใช้ทั้ง ศาสตร์และศิลป์ประกอบกันไป
เนื่องด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งของบุคคล
กับรัฐนั้นมีลักษณะเฉพาะของแตกต่างกันไป
จากรายงาน ของฟอร์บส์นั้น พบว่าพระมหากษัตริย์หลายพระองค์
มีพระราชทรัพย์ลดลง เนื่องจากผลกระทบที่ต่างๆ กันไป
ฟอร์บระบุว่า ได้ติดตามสถานะของราชวงศ์ระดับแนวหน้า
จำนวนหนึ่งมาหลายปี แต่การนำเสนอผ่าน
บทความดังกล่าวเป็นเพียงครั้งที่ 2
ที่เผยแพร่ทำเนียบกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดอย่างละเอียด
แต่สถาบัน กษัตริย์ของประเทศอย่างสเปน
และญี่ปุ่นกลับพลาดที่จะเข้าร่วมการจัดอันดับไปอย่างน่าเสียดาย
ลำดับที่ 10. Sultan Qaboos bin said of Oman
มีพระราชทรัพย์สุทธิ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
สุลต่านกาบุส ทรงขึ้นครองราชเมื่อปี1970
หลังสิ้นสุดอำนาจของผู้เป็นพ่อ
สุลต่านกาบุสได้ ทรัพย์สินจากการส่งออกน้ำมัน
ปัจจุบันพระองค์ได้หันมาทำธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 9. Princes Albert II of Monaco
เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก เป็นกษัตริย์พระองค์เดียว
ที่ยังไม่อภิเษกสมรส และถูกร่ำลือว่าทรงส่งแฟนสาว
ของพระองค์เข้าเรียน คอร์สติวเข้มภาษาฝรั่งเศส
พระองค์มีพระราชทรัพย์ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญฯ
ประกอบไปด้วยอสังหาริมทรัพย์
และหุ้นส่วนกิจการ คาสิโนในโมนาโก
พร้อมทั้งทรงวางแผนที่จะขยายพื้นที่ของประเทศ
(ซึ่งมีขนาดเท่ากับ Central Park ในนิวยอร์ก)
โดยการสร้างเขต ปกครองใหม่ในทะเล
ซึ่งจะตั้งอยู่บนเสาขนาดมหึมา โครงการดังกล่าวนี้
สร้างความวิตกกังวลแก่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควร
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 8. King Mohammed VI of Morocco
กษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 6 แห่งประเทศโมร็อกโก
ขณะนี้มีทรัพย์สินรวม 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 2 พันล้านเหรียญฯ
เนื่องจากภัยแล้งที่รุนแรงส่งผลให้อัตราการเติบโต
ทางเศรษฐกิจของประเทศชะลออยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งได้มาจากการทำเหมืองแร่ฟอสเฟต, เกษตรกรรม
และทรงร่วมหุ้นกับบริษัท
Morocco's largest public company, ONA.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 7. Sheikh Hamad bin Khalifa Al Thani of Qatar
ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี่
มีทรัพย์สินโดยประมาณรวม 3พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 6. Prince Hans-Adam II von und zu Liechtenstein of Liechtenstein
เจ้าชายฮันส์ อาดัมที่ 2 แห่งลิกเตนสไตน์
มีพระราชทรัพย์ทรัพย์ประมาณการ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
โดยที่ LGT Bank ซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักของพระองค์
(บริหารโดยราชวงศ์มากว่า 70 ปี)
ตกเป็นเป้าในคดีหลีกเลี่ยงภาษีอันอื้อฉาว
ซึ่งบริษัทของพระองค์ถูกกล่าวหาว่า
ช่วยเหลือลูกค้าฐานะดีหลายรายในการ “ซุกซ่อน” ทรัพย์สิน
จากการสืบสวนของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ พบว่า
พระอนุชาของพระองค์ (เจ้าชายฟิลิป) มีส่วนเกี่ยวข้อง
ในการนี้ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งประธานของ LGT
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 5. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum of Dubai
ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มาคทูม แห่งดูไบ
ทรงมีพระราชทรัพย์สุทธิ 18 พันล้านเหรียญฯ
เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Dubai Holding
ซึ่งมีการลงทุนใหญ่ๆ ในหลายบริษัท เช่น โซนี่
และบริษัทผลิตอาวุธ EADS และเมื่อเร็วๆ นี้
กองทุนรวมเพื่อการลงทุนของชีคพระองค์นี้
ได้ใช้เงิน 5 พันล้านเหรียญฯ เพื่อถือหุ้น
ในบริษัท MGM Mirage และ 825 ล้านเหรียญฯ
เพื่อซื้อกิจการค้าปลีก Barneys New York
และทรง เข้ามาซื้อหุ้นใหญ่สุดของสโมสรในอังกฤษอีกด้วย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 4. Sultan Haji Hassanal Bolkiah of Brunei
สุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งเป็นกษัตริย์จากเอเชียจากสองประเทศ
ที่เข้าทำเนียบราชวงศ์ที่รำรวยของฟอร์บ
ราชทรัพย์ของสุลต่านแห่งบรูไน (ทรัพย์สิน 20 พันล้านเหรียญฯ)
ลดลงจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากต้องลดอัตราการผลิตน้ำมัน
เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศบรูไนลดลง
โดยฟอร์บระบุว่า กิจการน้ำมันนั้นเป็นมรดกตกทอด
ของราชวงศ์บรูไนซึ่งเป็นราชวงศ์มุสลิมซึ่งมีอายุกว่า 600 ปี
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 3. King Abdullah bin Abdul Aziz of Saudi Arabia
กษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อับดุล อาซิซ แห่งซาอุฯ
ทรงมีทรัพย์สินประมาณการที่ 21.5 พันล้านเหรียญฯ
รายได้มหาศาลของพระองค์ได้มาจากอุตสาหกรรมน้ำมัน
ที่ซาอุดีอาระเบีย มี*ส่วนการผลิตถึง 25 % ของแหล่งน้ำมัน
ทั่วโลก และธุรกิจการบินของสายการบินซาอุดี อาระเบียนส์
แอร์ไลน์ แต่อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์กันว่า
แหล่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย จะหมดลงในปีค.ศ.2040
หรืออีกใน 32 ปี ข้างหน้านี้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 2. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan of the United Arab Emirates
ชีค คาลิฟา บิน ซาเ ยด อัล นาห์ยาน แห่งอาบูดาบี
(สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มีพระราชทรัพย์ประมาณ
23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความมั่งคั่งของพระองค์
เกิดจากการที่เมืองอาบูดาบี เป็นเมืองที่มีแหล่งน้ำมัน
สำรองคิดเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นอกจากนั้น อาบูดาบียังมีชื่อเสียง เนื่องมาจากการลงทุน
ระดับแนวหน้าโดยบรรษัทที่รัฐเป็นเจ้าของนั่นคือ
เงินลงทุน 7.5 พันล้านเหรียญฯ ในบริษัท Citibank
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 1. King Bhumibol Adulyadej of Thailand
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
แห่งราชอาณาจักรไทย ทรงอยู่ในลำดับสูงสุด
ของทำเนียบราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลกในปีนี้
โดยมีพระราชทรัพย์ประมาณการได้ล่าสุดกว่า 35 พันล้าน
เหรียญฯ (1.19 ล้านล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน
1 บาท: 34 ดอลลาร์)
โดย พระราชทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นนี้สืบเนื่องจากความโปร่งใส
ที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั่นเอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สังเกตุแล้ว ส่วนใหญ่ จะเป็นประเทศในเครือผลิตน้ำมัน หลายประเทศรวยจากน้ำมัน
แต่พ่อหลวงของเรา สอนให้เราทุกคนอยู่แบบพอเพียง
ตั้งอยู่บนความพอเพียง เป็นสิ่งที่ทำพระองค์ประทานให้แก่
พสกนิกรชาวไทยทุกคน พระองค์ทรงเป็นนักคิด นักวางแผน
ทรงงานหนักเพื่อคนไทย เพื่อชาวไทยทุกๆคน
- ทรงพระเจริญ -
เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ผ่านมา (คาดว่าเป็นปี 2008)
ฟอร์บระบุว่า การประเมินทรัพย์สินของราชวงศ์นั้น
ต้องใช้ทั้ง ศาสตร์และศิลป์ประกอบกันไป
เนื่องด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างความมั่งคั่งของบุคคล
กับรัฐนั้นมีลักษณะเฉพาะของแตกต่างกันไป
จากรายงาน ของฟอร์บส์นั้น พบว่าพระมหากษัตริย์หลายพระองค์
มีพระราชทรัพย์ลดลง เนื่องจากผลกระทบที่ต่างๆ กันไป
ฟอร์บระบุว่า ได้ติดตามสถานะของราชวงศ์ระดับแนวหน้า
จำนวนหนึ่งมาหลายปี แต่การนำเสนอผ่าน
บทความดังกล่าวเป็นเพียงครั้งที่ 2
ที่เผยแพร่ทำเนียบกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดอย่างละเอียด
แต่สถาบัน กษัตริย์ของประเทศอย่างสเปน
และญี่ปุ่นกลับพลาดที่จะเข้าร่วมการจัดอันดับไปอย่างน่าเสียดาย
ลำดับที่ 10. Sultan Qaboos bin said of Oman
มีพระราชทรัพย์สุทธิ 1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
สุลต่านกาบุส ทรงขึ้นครองราชเมื่อปี1970
หลังสิ้นสุดอำนาจของผู้เป็นพ่อ
สุลต่านกาบุสได้ ทรัพย์สินจากการส่งออกน้ำมัน
ปัจจุบันพระองค์ได้หันมาทำธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 9. Princes Albert II of Monaco
เจ้าชายอัลเบิร์ตที่ 2 แห่งโมนาโก เป็นกษัตริย์พระองค์เดียว
ที่ยังไม่อภิเษกสมรส และถูกร่ำลือว่าทรงส่งแฟนสาว
ของพระองค์เข้าเรียน คอร์สติวเข้มภาษาฝรั่งเศส
พระองค์มีพระราชทรัพย์ประมาณ 1.4 พันล้านเหรียญฯ
ประกอบไปด้วยอสังหาริมทรัพย์
และหุ้นส่วนกิจการ คาสิโนในโมนาโก
พร้อมทั้งทรงวางแผนที่จะขยายพื้นที่ของประเทศ
(ซึ่งมีขนาดเท่ากับ Central Park ในนิวยอร์ก)
โดยการสร้างเขต ปกครองใหม่ในทะเล
ซึ่งจะตั้งอยู่บนเสาขนาดมหึมา โครงการดังกล่าวนี้
สร้างความวิตกกังวลแก่นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่พอสมควร
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 8. King Mohammed VI of Morocco
กษัตริย์โมฮัมหมัดที่ 6 แห่งประเทศโมร็อกโก
ขณะนี้มีทรัพย์สินรวม 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
ลดลงจากปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 2 พันล้านเหรียญฯ
เนื่องจากภัยแล้งที่รุนแรงส่งผลให้อัตราการเติบโต
ทางเศรษฐกิจของประเทศชะลออยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งได้มาจากการทำเหมืองแร่ฟอสเฟต, เกษตรกรรม
และทรงร่วมหุ้นกับบริษัท
Morocco's largest public company, ONA.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 7. Sheikh Hamad bin Khalifa Al Thani of Qatar
ชีค ฮาหมัด บิน คาลิฟา อัล ธานี่
มีทรัพย์สินโดยประมาณรวม 3พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 6. Prince Hans-Adam II von und zu Liechtenstein of Liechtenstein
เจ้าชายฮันส์ อาดัมที่ 2 แห่งลิกเตนสไตน์
มีพระราชทรัพย์ทรัพย์ประมาณการ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ
โดยที่ LGT Bank ซึ่งเป็นแหล่งทุนหลักของพระองค์
(บริหารโดยราชวงศ์มากว่า 70 ปี)
ตกเป็นเป้าในคดีหลีกเลี่ยงภาษีอันอื้อฉาว
ซึ่งบริษัทของพระองค์ถูกกล่าวหาว่า
ช่วยเหลือลูกค้าฐานะดีหลายรายในการ “ซุกซ่อน” ทรัพย์สิน
จากการสืบสวนของวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ พบว่า
พระอนุชาของพระองค์ (เจ้าชายฟิลิป) มีส่วนเกี่ยวข้อง
ในการนี้ในฐานะที่ดำรงตำแหน่งประธานของ LGT
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 5. Sheikh Mohammed bin Rashid Al Maktoum of Dubai
ชีค โมฮัมหมัด บิน ราชิด อัล มาคทูม แห่งดูไบ
ทรงมีพระราชทรัพย์สุทธิ 18 พันล้านเหรียญฯ
เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Dubai Holding
ซึ่งมีการลงทุนใหญ่ๆ ในหลายบริษัท เช่น โซนี่
และบริษัทผลิตอาวุธ EADS และเมื่อเร็วๆ นี้
กองทุนรวมเพื่อการลงทุนของชีคพระองค์นี้
ได้ใช้เงิน 5 พันล้านเหรียญฯ เพื่อถือหุ้น
ในบริษัท MGM Mirage และ 825 ล้านเหรียญฯ
เพื่อซื้อกิจการค้าปลีก Barneys New York
และทรง เข้ามาซื้อหุ้นใหญ่สุดของสโมสรในอังกฤษอีกด้วย
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 4. Sultan Haji Hassanal Bolkiah of Brunei
สุลต่านแห่งบรูไน ซึ่งเป็นกษัตริย์จากเอเชียจากสองประเทศ
ที่เข้าทำเนียบราชวงศ์ที่รำรวยของฟอร์บ
ราชทรัพย์ของสุลต่านแห่งบรูไน (ทรัพย์สิน 20 พันล้านเหรียญฯ)
ลดลงจากปีที่ผ่านมาเนื่องจากต้องลดอัตราการผลิตน้ำมัน
เนื่องจากปริมาณสำรองน้ำมันในประเทศบรูไนลดลง
โดยฟอร์บระบุว่า กิจการน้ำมันนั้นเป็นมรดกตกทอด
ของราชวงศ์บรูไนซึ่งเป็นราชวงศ์มุสลิมซึ่งมีอายุกว่า 600 ปี
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 3. King Abdullah bin Abdul Aziz of Saudi Arabia
กษัตริย์อับดุลลาห์ บิน อับดุล อาซิซ แห่งซาอุฯ
ทรงมีทรัพย์สินประมาณการที่ 21.5 พันล้านเหรียญฯ
รายได้มหาศาลของพระองค์ได้มาจากอุตสาหกรรมน้ำมัน
ที่ซาอุดีอาระเบีย มี*ส่วนการผลิตถึง 25 % ของแหล่งน้ำมัน
ทั่วโลก และธุรกิจการบินของสายการบินซาอุดี อาระเบียนส์
แอร์ไลน์ แต่อย่างไรก็ตามมีการคาดการณ์กันว่า
แหล่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย จะหมดลงในปีค.ศ.2040
หรืออีกใน 32 ปี ข้างหน้านี้
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 2. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan of the United Arab Emirates
ชีค คาลิฟา บิน ซาเ ยด อัล นาห์ยาน แห่งอาบูดาบี
(สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) มีพระราชทรัพย์ประมาณ
23 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ ความมั่งคั่งของพระองค์
เกิดจากการที่เมืองอาบูดาบี เป็นเมืองที่มีแหล่งน้ำมัน
สำรองคิดเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
นอกจากนั้น อาบูดาบียังมีชื่อเสียง เนื่องมาจากการลงทุน
ระดับแนวหน้าโดยบรรษัทที่รัฐเป็นเจ้าของนั่นคือ
เงินลงทุน 7.5 พันล้านเหรียญฯ ในบริษัท Citibank
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
ลำดับที่ 1. King Bhumibol Adulyadej of Thailand
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
แห่งราชอาณาจักรไทย ทรงอยู่ในลำดับสูงสุด
ของทำเนียบราชวงศ์ที่รวยที่สุดในโลกในปีนี้
โดยมีพระราชทรัพย์ประมาณการได้ล่าสุดกว่า 35 พันล้าน
เหรียญฯ (1.19 ล้านล้านบาท ตามอัตราแลกเปลี่ยน
1 บาท: 34 ดอลลาร์)
โดย พระราชทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นนี้สืบเนื่องจากความโปร่งใส
ที่เพิ่มขึ้นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั่นเอง
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สังเกตุแล้ว ส่วนใหญ่ จะเป็นประเทศในเครือผลิตน้ำมัน หลายประเทศรวยจากน้ำมัน
แต่พ่อหลวงของเรา สอนให้เราทุกคนอยู่แบบพอเพียง
ตั้งอยู่บนความพอเพียง เป็นสิ่งที่ทำพระองค์ประทานให้แก่
พสกนิกรชาวไทยทุกคน พระองค์ทรงเป็นนักคิด นักวางแผน
ทรงงานหนักเพื่อคนไทย เพื่อชาวไทยทุกๆคน
- ทรงพระเจริญ -
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557
10 สนามฟุตบอลที่ต้องไปให้ได้ก่อนตาย
เห็นค่ำคืนบรรยากาศในเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา ต้องขอยอมรับเลยว่า อยากจะไปสัมผัสสักครั้งหนึ่งให้ได้ ยิ่งสนามไหนที่มันมีมนต์เสน่ห์ขลังๆ อยากจะเก็บเสื้อผ้าแพ็คกระเป๋า ซื้อตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวๆจริง ติดอยู่อย่างเดียวนั่นคือ "เรื่องเงิน" นี่แหละ
แต่หากท่านเป็นผู้ที่คลั่งไคล้คำว่า "ฟุตบอล" เข้าเส้น ชนิดแบบตื่นมาก็เช็กผลบอล ตอนบ่ายก็ตามข่าวบอล ตอนเย็นก็แทง เอ้ย! เตะบอลกับเพื่อนๆ บวกกับความทราเวลลิสต้าอยู่ในสายเลือด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตาม 'สกู๊ปชิ้นนี้' เพราะผมจะพาไปชม 10 สนามฟุตบอลที่ต้องไปสักครั้งหนึ่งในชีวิตให้ได้ เรียกง่ายๆว่า "ก่อนตาย" แบบ "บิ๊กแอส"
เชื่อเลยว่าจะต้องถูกใจแน่ๆ เพราะบางสนามนี่ ไม่ต้องเดินทางไปไกล แค่ในไทยเราก็มี! เพื่อไม่เป็นการขัดอรรถรสในการอ่าน ผมขอไปเริ่มที่สนามแรกเลยแล้วกันครับ
แต่หากท่านเป็นผู้ที่คลั่งไคล้คำว่า "ฟุตบอล" เข้าเส้น ชนิดแบบตื่นมาก็เช็กผลบอล ตอนบ่ายก็ตามข่าวบอล ตอนเย็นก็แทง เอ้ย! เตะบอลกับเพื่อนๆ บวกกับความทราเวลลิสต้าอยู่ในสายเลือด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตาม 'สกู๊ปชิ้นนี้' เพราะผมจะพาไปชม 10 สนามฟุตบอลที่ต้องไปสักครั้งหนึ่งในชีวิตให้ได้ เรียกง่ายๆว่า "ก่อนตาย" แบบ "บิ๊กแอส"
เชื่อเลยว่าจะต้องถูกใจแน่ๆ เพราะบางสนามนี่ ไม่ต้องเดินทางไปไกล แค่ในไทยเราก็มี! เพื่อไม่เป็นการขัดอรรถรสในการอ่าน ผมขอไปเริ่มที่สนามแรกเลยแล้วกันครับ
1. สนาม เดอะ โฟลท, มาริน่า เบย์ ประเทศสิงคโปร์
สนาม เดอะ โฟลท นับว่าเป็น "สนามฟุตบอลลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก" ด้วยขนาดกว้าง 83 เมตร ยาว 120 เมตร จุผู้ชมได้ถึง 3 หมื่นคน โดยถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี 2006 ตั้งอยู่ที่ริมอ่าวมาริน่า เบย์ ซึ่งเป็นสถานที่ขึ้นชื่อในเรื่องการท่องเที่ยวของ สิงคโปร์ แถมยังสามารถมองเห็นวิวทั้ง สะพานเฮลิกซ์ (Helix Bridge) และ สิงคโปร์ ฟลายเออร์ (ชิงช้าสวรรค์ยักษ์)
2. เอสตาดิโอ มูนิซิปัล เด บราก้า ประเทศโปรตุเกส
สนามแห่งนี้หลายคนอาจจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง เพราะเป็นสนามเหย้าของทีม "บราก้า" สโมสรชื่อดังจากลีกแดน "ฝอยทอง" โดยสังเวียนแห่งนี้จุคนดูได้มากกว่า 3 หมื่นคน ความสวยงามของทิวทัศน์รอบล้อมไปด้วยหุบเขา สิ่งพิเศษสุดๆสำหรับสนามแห่งนี้คือพวกเขาใช้เงินไปถึง 83 ล้านยูโร (3,735 ล้านบาท) ในการขุดเจาะหุบเขาเพื่อสร้างสนามแห่งนี้ในปี 2003 ซึ่งฝั่งนึงของสนามมีเปิดให้ผู้คนได้ชมวิวของเมืองนี้ด้วย
3. ซอคเกอร์ ซิตี้, กรุงโจฮันเนสเบิร์ก ประเทศแอฟริกาใต้
ซอคเกอร์ ซิตี้ เป็นสนามกีฬาของธนาคารแห่งชาติ ถูกสร้างขึ้นมาเมื่อปี 1989 ก่อนจะมาถูกเนรมิตใหม่อีกครั้งในปี 2009 เพื่อต้อนรับ "เวิลด์ คัพ 2010" ที่แอฟริกาใต้ รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ ส่งผลให้สังเวียนจุคนดูมากเกือบ 95,000 คน และกลายเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา จุดเด่นของสนามแห่งนี้จะสวยงามมากในยามค่ำคืน ด้วยแสงสีที่ตระการตาสุดๆ โดยถูกออกแบบมาให้มีรูปทรงคล้ายกับ “คาลาบาซ” ซึ่งเป็นผลไม้พื้นเมือง
4. อาดิดาส ฟุตซอล ปาร์ค, เขตชิบูย่า กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
แม้สนามแห่งนี้ จะไม่ใช่สนามฟุตบอล แต่เรื่องความสวยงามไม่เป็นสองรองใคร สังเวียนแห่งนี้ไม่เหมือนกับที่ใด เพราะตั้งอยู่บนห้างสรรพสินค้าชื่อดังในเขตชิบูย่า ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบ่งบอกถึงการจะได้เป็นเจ้าภาพร่วมของการแข่งขัน "เวิลด์ คัพ 2002" สังเวียนนี้จะสวยงามมากในช่วงยามค่ำคืน เหมาะแก่การมาถ่ายรูปเป็นอย่างยิ่ง ปล.สนามนี้ เป็นฉากส่วนหนึ่งหนังเรื่อง The Fast and the Furious: Tokyo Drift มาแล้ว
5. สนาม ไอดี้ สเตเดี้ยม, ประเทศหมู่เกาะแฟโร
ชื่อประเทศก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นหมู่เกาะ ดังนั้นความสวยงามไม่ต้องพูดถึง อยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก แบ็คกราวน์มองเห็นเป็นวิวทะเลไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งสนามแห่งนี้เป็นรังเหย้าของทีมกึ่งอาชีพในหมู่เกาะแฟโร โดยมีที่สแตนด์เชียร์เล็กๆ ตั้งอยู่บนพื้นเกาะข้างสนาม
6. สนาม อ็อตมาร์ ฮิทซ์เฟลด์ สเตเดี้ยม, ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
สนามแห่งนี้ เป็นสนามที่ตั้งอยู่สูงที่สุดในทวีปยุโรป เหนือระดับน้ำ 2 พันเมตร ตั้งอยู่บนเทือกเขาเซอร์แมตต์ บรรยากาศไม่ต้องพูดถึงนั่งกินลมชมวิว พร้อมดูการแข่งขันฟุตบอล คุณไม่จำเป็นต้องลงไปนั่งบนสแตนด์เชียร์ เพราะนั่งอยู่บนเชิงรอบนอกก็เห็นแล้ว ส่วนการเดินทางขึ้นมานั้นต้องนั่งกระเช้าไฟฟ้าขึ้นมา แต่เชื่อเถอะ "โคตร" ได้บรรยากาศเลย
7. สตาดิโอ เอร์นานโด ซิเลส, ประเทศโบลิเวีย
สนามแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมือง ลา ปาซ ของโบลิเวีย สร้างขึ้นมาเมื่อปี 1930 จุผู้ชมได้กว่า 41,000 คน นับเป็นหนึ่งในสนามที่อยู่สูงกว่าจากระดับน้ำทะเลของโลกเลยทีเดียว ซึ่งสนามแห่งนี้ โบลิเวีย เคยถูก ฟีฟ่า สั่งแบนไปเมื่อปี 2007 เพราะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเกินกว่า 3,000 เมตร ตามที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตามพวกเขาประท้วงจนได้แข่งสนามแห่งนี้สำเร็จ
8. ซัปโปโร โดม, ประเทศญี่ปุ่น
เป็นสนามที่ 2 ที่ประเทศญี่ปุ่น ส่งเข้าประกวด แต่สังเวียนเป็นสนามฟุตบอลโดยแท้ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของแดน "ปลาดิบ" จุคนดูได้มากถึง 4 หมื่นคน ความพิเศษของสนามแห่งนี้ คือใช้แข่งทั้งฟุตบอล และเบสบอล จุดเด่นสนามแห่งนี้คือการสับเปลี่ยนพื้นสนามของ 2 ชนิดกีฬา โดยสนามฟุตบอลสามารถเลื่อนไปเก็บที่บริเวณข้างสนามได้ รวมถึงเทคโนโลยีอื่น ทันสมัยสุดๆ ทั้งการเลื่อนพับหรือเก็บที่นั่ง
9. คานทริด้า สเตเดี้ยม, ประเทศโครเอเชีย
เป็นสนามเหย้าของทีม เอชเอ็นเค ริเยก้า ทีมชื่อดังจาก "โครแอต" ความสวยงามของสังเวียนคือการตั้งอยู่ระหว่างหน้าผาใหญ่กับทะเลเอเดรียติก จุคนดูได้ราว 12,600 คน ซึ่งทีมชาติโครเอเชีย ก็มีหลายครั้งที่เลือกมาเตะเกมกระชับมิตรในสนามแห่งนี้อีกด้วย
10. เกาะปันหยี, ประเทศไทย
เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยจริงๆ ที่มีอันดับติดสนามฟุตบอลที่ควรไปเยือนสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งสนามบอลแห่งนี้ เป็นสนามฟุตบอลลอยน้ำที่นับว่าโด่งดังไปทั่วโลก ซึ่งสื่ออังกฤษ ถึงขั้นยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสนามที่มีทิวทัศน์งดงามที่สุด โดยสนามนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยการใช้ไม้ไผ่และทุ่น ส่วนพื้นสนามเดิมนั้นทำด้วยไม้เก่า เป็นภูมิปัญญาของไทย ที่ไม่มีพื้นที่มากพอในการสร้างสนามใหญ่ๆ แต่กระนั้นภายหลังเริ่มมีการปรับปรุงเป็นพื้นคอนกรีต ส่งผลให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและรับน้ำหนักได้ดียิ่งขึ้น (หากใครจำไม่ได้ มีโฆษณาชิ้นหนึ่ง น่าจะเคยผ่านตามาแล้ว)
เป็นอย่างไรบ้างครับ 10 สนามที่ว่ากันมา อยากจะแพ็คกระเป๋าไปชมสนามไหนกันมากสุด ??
แม้สนามเหล่านี้จะไม่ได้เป็นสนามชื่อดัง เหมือนบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วโลก แต่ผมเชื่อมั่นเลยว่าความสวยงามของสนามเหล่านี้ ก็เพียงพอจะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ เช็คอิน ถ่ายรูป กันแบบอิ่มหนำสำราญ
เป็นอย่างไรบ้างครับ 10 สนามที่ว่ากันมา อยากจะแพ็คกระเป๋าไปชมสนามไหนกันมากสุด ??
แม้สนามเหล่านี้จะไม่ได้เป็นสนามชื่อดัง เหมือนบรรดาสโมสรยักษ์ใหญ่ทั่วโลก แต่ผมเชื่อมั่นเลยว่าความสวยงามของสนามเหล่านี้ ก็เพียงพอจะที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ เช็คอิน ถ่ายรูป กันแบบอิ่มหนำสำราญ
HaiiHowdy-
วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557
ยันนิก โนอาห์
| ประเทศ | |
|---|---|
| ส่วนสูง | 6 ft 4 in (193 cm) |
| เทิร์นโปร | 1977 |
| Retired | 1996 |
| Plays | Right-handed |
| เงินรางวัล | US$ 3,440,660 |
| Int. Tennis HOF | 2005 (member page) |
| Singles | |
| Career record | 476–210 |
| Career titles | 23 |
| Highest ranking | 3 (July 7, 1986) |
| Grand Slam Singles results | |
| Australian Open | SF (1990) |
| French Open | W (1983) |
| Wimbledon | 3R (1979, 1985) |
| US Open | QF (1983, 1985, 1989) |
| Doubles | |
| Career record | 213–109 |
| Career titles | 16 |
| Highest ranking | 1 (August 25, 1986) |
| Last updated on: January 23, 2007. | |
ยันนิก โนอาห์ นักเทนนิสชายชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแคเมอรูน แชมเปียนเฟรนช์โอเพนประเภทชายเดี่ยว ประจำปี 1983 และเป็นกัปตันทีมชาติฝรั่งเศสในการแข่งขันเดวิสคัพ ชนะเลิศในปี 1991 และ 1996 [1] และชนะเลิศเฟดคัพในปี 1997 [2]
ยันนิก โนอาห์เป็นบุตรของ แซคารี โนอาห์ อดีตนักฟุตบอลทีมชาติแคเมอรูน ด้านชีวิตส่วนตัว เขาแต่งงานสามครั้ง มีบุตร 5 คน คนโตที่เกิดจากเซซิเลีย โรด อดีตมิสสวีเดน ชื่อโจอาคิม โนอาห์ เป็นนักบาสเกตบอลอาชีพ ปัจจุบันเล่นให้กับทีมชิคาโกบูลส์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)