วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

เกลือทำอะไรได้มากกว่าที่คิด


ประโยชน์จากเกลือ

เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าที่คิด

มนุษย์เราใช้เกลือกันมาหลายศตวรรษ แล้วเชื่อหรือไม่ว่าเครื่องปรุงรสติดบ้านอย่างเกลือ มีประโยชน์ไม่เพียงปรุงรสอาหารเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์คู่บ้านด้านอื่นที่คุณจะต้องประหลาดใจทีเดียว
     
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีเช็ดรอยเปื้อนไข่ขาวได้ง่ายดาย
หากเผลอทำไข่ตกแตกบนพื้นครัว คงเป็นเรื่องปวดหัวอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะไข่ขาวที่เป็นวุ้นมักทำความสะอาดยาก แต่เพียงโรยเกลือลงบนพื้นที่เลอะ ทิ้งไว้ 20 นาที ก็จะเช็ดไข่ออกได้ง่ายดาย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีบรรเทาความปวดจากการถูกผึ้งต่อย
เมื่อโดนผึ้งต่อย เอาน้ำราด แล้วนำเกลือปริมาณเล็กน้อยมาโรยลงบนบริเวณที่ถูกต่อย จะช่วยบรรเทาความปวดได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีดับไฟที่ติดน้ำมัน
เมื่อไฟติดน้ำมัน การดับด้วยน้ำย่อมไม่ปลอดภัย วิธีดับที่ดีที่สุดคือการโรยเกลือลงบนไฟ
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำความสะอาดคราบติดเตาอบ
หากอาหารที่ทำหยดลงบนเตาอบ ใช้เกลือโรยเพื่อระงับควันและกลิ่นไหม้ได้ และเมื่อเตาอบเย็นลงแล้วก็จะเช็ดรอยเปื้อนได้ง่ายขึ้นด้วย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำให้สีเสื้อผ้าติดทน
หากเกรงเสื้่อผ้าจะสีตกจนจืดจางไปจากที่ซื้อมา ให้แช่ผ้าในน้ำครึ่งแกลลอนที่ผสมน้ำส้มสายชูและเกลืออย่างละครึ่งถ้วย เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง หากผ้ายังสีตกอีกให้ทำซ้ำอีกครั้ง แต่วีธีนี้เหมาะสำหรับผ้าสีเดียว หรือผ้าฝ้ายเท่านั้น
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดวัชพืช
ใส่เกลือหนึ่งกิโลกรัมลงในน้ำสบู่เจือจาง แล้วนำไปสเปรย์ลงบนใบและกิ่งก้าน จะทำให้วัชพืชตายได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำวิปปิ้งครีม
เหยาะเกลือนิดหนึ่งลงในไข่ขาว จะช่วยให้ตีวิปปิ้งครีมให้ฟูได้รวดเร็วและง่ายดายขึ้น
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทดสอบความสดของไข่ไก่
บางครั้งเราเก็บไข่ไว้ในตู้เย็นนานจนลืมว่าหมดอายุหรือยัง เพียงนำเกลือสองช้อนชา ใส่ลงในน้ำหนึ่งถ้วย แล้วใส่ไข่ลงไป หากไข่ลอยแสดงว่ายังสด แต่หากจมก็น่าสงสัยว่าจะไม่สดแล้ว
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดคราบหน้าเตารีด
โรยเกลือลงบนกระดาษขี้ผึ้ง แล้วรีดลงบนกระดาษ ตามด้วยการใช้น้ำยาทำความสะอาดเงินเช็ด
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดเห็บหมัด
ใช้น้ำเกลือราดพื้นและผนังด้านในกรงหรือบ้านเจ้าตูบทุก 2-3 สัปดาห์ จะช่วยกำจัดเห็บหมัดให้หมดไปได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดหญ้า
ไม่ว่าจะเป็นหญ้าที่งอกบนรอยแตกของพื้น หรือหญ้าบนสนาม เพียงโรยเกลือลงบนหญ้า แล้วราดน้ำร้อนตาม เท่านี้ก็ขจัดหญ้าได้ง่ายดาย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีหยุดฟองที่พองตัวล้นจากเครื่องซักผ้า
ใช้เกลือโรยลงบนฟอง เท่านี้ฟองสบู่ก็จะยุบตัวลงทันที
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำความสะอาดดอกไม้ปลอม
ใส่ทั้งเกลือ และดอกไม่ปลอมลงในถุงพลาสติกใบใหญ่ ปิดปาก แล้วเขย่าถุง เท่านี้คราบสกปรกก็จะหลุดออกมากับเกลือให้เห็นทีเดียวว่าสกปรกเพียงใด
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีกำจัดคราบชาหรือกาแฟบนภาชนะกระเบื้องเคลือบ
นำเกลือมาขัดคราบบนภาชนะกระเบื้องเคลือบออก โดยไม่ต้องทำละลาย คราบจะหลุดออกมาด้วยอย่างง่ายดาย
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีป้องกันไม่ให้มันและแอปเปิ้ลที่ปอกแล้วเหลือง
นำมันและแอปเปิ้ลแช่ลงในน้ำเกลือเย็นๆ เท่านี้ก็หยุดการเปลี่ยนสีได้
      
เกลือ ทำอะไรได้มากกว่าทีทำความสะอาดเขียง
ขัดเขียงด้วยเกลือ จากนั้นนำไปต้มในน้ำร้อน หรือจะใช้น้ำร้อนราดก็ได้เช่นกัน ผึ่งให้แห้ง หมั่นทำเป็นประจำ จะช่วยให้เขียงสะอาดปลอดโรคภัย

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

โมซาร์ท (mozard)

โมซาร์ท (Mozard) โมซาร์ท (Mozard) อัจฉริยะดนตรีผู้สร้างดนตรีล้ำค่าไว้เป็นมรดกโลก ประวัติความเป็นมา โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท Wolfgang Amadeus Mozart คีตกวีเอกของโลกจาก ซอลสบวร์ก Salzburg มรดกสำคัญที่โมซาร์ททิ้งไว้ให้เพื่อนร่วมโลกจนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ คือ งานประพันธ์ดนตรีจำนวนมหาศาลของเขาที่มีความไพเราะและงดงามเป็นสิ่งจรรโลงใจข้ามชาติ ภาษา วัฒนธรรม ที่เข้าถึงคนทั่วโลกได้ งานดนตรีของเขาในรูปแบบต่างๆก็ยังมีการบรรเลงทั้งในรูปแบบดั้งเดิม หรือ ถูกนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสมัยนิยมอยู่เสมอๆ เรียกว่าฟังเมื่อไรก็เพราะเมื่อนั้น โมซาร์ทเกิดในตระกูลนักดนตรีคือพ่อชื่อ เลโอโปลด์ ซึ่งเป็นนักไวโอลินในราชสำนักของเจ้าผู้ครองซอลสบวร์ก วันเกิดของโมซาร์ทคือ 27 มกราคม ค.ศ. 1756 หรือ พ.ศ. 2299 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพ่อของโมซาร์ทเป็นคนที่เห็นแววอัจฉริยะของลูกชาย ตั้งแต่ 2 -3 ขวบ ที่เขาจับเครื่องดนตรีมาเล่นดนตรีที่ได้ยินทำนองเพียงครั้งเดียวอย่างคล่องแคล่วไม่ผิดเพี้ยน แถมยังเล่นทำนองที่ว่ากลับหน้ากลับหลัง หลับตาเล่นเปียโน ตรงนี้ทำให้เลโอโปลด์คิดการใหญ่คือ นำโมซาร์ทกับพี่สาวที่ยังเด็กเช่นกัน ออกตระเวณแสดงความอัศจรรย์ตามราชสำนักทั่วยุโรป และ เป็นที่ฮือฮากันไปทั่ว ประตูราชวังของ พระจักรพรรดิในยุโรปยุคนั้นเปิดกว้างต้อนรับการแสดงของครอบครัวโมซาร์ท เด็กน้อยโวล์ฟกังคือดาราของคณะครอบครัวโมซาร์ท เมื่อโมซาร์ทเริ่มโตขึ้น อัจฉริยะก็ฉายแววจากการสังเคราะห์ความจำให้กลายเป็นบทเพลงที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง โดยเขาเริ่มแต่งงานเพลงชิ้นแรกเมื่ออายุ 6 ขวบ เป็นเพลงเต้นรำแบบมินูเอทที่ไม่ยาวนัก จากนั้นโมซาร์ทไม่เคยหยุดแต่งเพลงเลยจนตายในอีก 29 ปีต่อมา จุดที่น่าสนใจคือ โมซาร์ทเองแม้จะไม่เคยเรียนดนตรีกับใครอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เขาก็ไม่ได้ปฎิเสธการเรียนรู้หรือขอคำชี้แนะจากครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น พ่อของตัวเอง หรือ โจฮัน คริสเตียน บาค คีตกวีผู้มีชื่อก้องยุคนั้น หรือ ปาเดร มาร์ตินี นักบวชอิตาลี ผู้เป็นบรมครูด้านการประพันธ์ดนตรีของยุโรปยุคนั้น หรือ โจเซฟ ไฮเดิ้น นอกจากนั้น ในวัยเด็กจนถึง 16 ปี โมซาร์ทเดินทางไม่หยุดเพื่อตระเวณออกแสดง ตรงนี้ทำให้โมซาร์ทได้ยินแนวดนตรีที่หลากหลาย ซึ่งเขานำมาปรับและประยุกต์ใช้ในงานประพันธ์ดนตรีของเขาในช่วงต่อๆมา โมซาร์ทเองก็เคยพูดว่า แม้เขาจะมีพรสวรรค์ในเรื่องได้ยินทำนองที่ไพเราะจำง่ายติดหู จนทำให้เพลงที่ประพันธ์มีเสน่ห์น่าฟัง แต่ไม่ใช่ว่าผลงานที่ออกแสดงจะออกมาง่ายๆ โมซาร์ททำงานหนักมากที่จะทำให้ดนตรีของเขาออกมาดีและงดงามตามที่ตั้งใจไว้ ชะตาเริ่มเล่นตลกกับโมซาร์ทเมื่อเขาเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าเขาจะมีฝีมือในการแต่งดนตรี แต่นักประพันธ์เพลงคนอื่นก็มีเหมือนกัน โมซาร์ทเองก็ต้องฝ่าฟันเพื่อทำให้ผลงานของตัวเองเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ซึ่งจุดขายเรื่องการเป็นเด็กอัจฉริยะนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ปัญหาอีกอย่างที่โมซาร์ทไม่ชอบคือ บ้านเกิด เพราะหลังจากออกตระเวณแสดงทั่วยุโรป เขาก็ต้องตามพ่อกลับมาประจำสำนักเจ้าผู้ครองซอลสบวร์ก ที่ทำให้เขาอึดอัด เพราะเหมือนจับพญามังกรมาขังในคลองน้อยเสียแล้ว อีกอย่างท่านเจ้าผู้ครองนครนั้นเป็นพระจึงไม่ชอบให้โมซาร์ทแต่งเพลงอะไรอื่นนอกจากเพลงศาสนา ภาวการณ์แบบบนี้ทำให้โมซาร์ทหงุดหงิดมากขึ้นเพราะพลังการสร้างสรรค์ของเขากำลังถูกปิดกั้น และ เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเฉาตาย ในปี 1781 เขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญที่ถือว่ากล้าหาญมากในยุคนั้น คือ การขอลาออกจากสังกัดของเจ้าผู้ครองนครเพื่อจะไปทำงานเป็นศิลปินอิสระเพื่อใช้ฝีมือดนตรีของตัวเองสร้างชื่อและฐานะในเวียนนา มหานครแห่งอารยธรรมของยุโรปตะวันตกยุคนั้น แต่ในยุคโมซาร์ทเรื่องแบบนี้มันไม่ง่าย เพราะศิลปินที่ไม่มีเจ้านายเลี้ยงก็ต้องลำบากมากในการหางาน และ ไม่มีความมั่นคงในชีวิต เพราะเจ้านายทำหน้าที่เป็นรัฐสวัสดิการให้คนในสังกัด เพราะไม่เพียงดูแลตัวศิลปิน ยังดูแลถึงครอบครัวอีกด้วย นักเขียนประวัติโมซาร์ทบางคนถึงเปรียบการตัดสินใจของโมซาร์ทคราวนี้ว่า นี่แหละคือ การแสดงอหังการ์ของศิลปินครั้งแรกๆในโลกตะวันตกทีเดียว การตัดสินใจครั้งนี้แหละ ที่ทำให้โลกได้ประโยชน์เพราะโมซาร์ทต้องแต่งดนตรีหาเลี้ยงชีพ ซึ่งก็ต้องทำงานเพลงหลายๆแนวตามแต่ใครจะจ้าง ทำให้เขามีมรดกทางดนตรีเหลือไว้มากมาย งานต่างๆเหล่านี้มีทั้งอุปรากร, ซิมโฟนี่, คอนแชร์โต้ ( การเล่นเครื่องดนตรีเดี่ยวประชันกับวงดุริยางค์ ) , โซนาต้า ( ดนตรีบรรเลงชิ้นเดียว ) จำนวนมหาศาลที่ฟังทีไรก็มีความเพราะพริ้งเกินบรรยาย ที่คนฟังคุ้นหูก็คือ ทำนองเปิดของซิมโฟนีหมายเลข 40, ทำนองเปิดของงานประพันธ์สำหรับวงเครื่องสายชื่อ A little Night Music , บทเพลงโหมโรงจากอุปรากรเรื่อง “งานวิวาห์ของฟิกาโร” หรือ Marriage of Figaro เป็นต้น ที่น่าทึ่งคือช่วงที่โมซาร์ทผลิตงานชั้นเอกเหล่านี้ เป็นช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่น เพราะไหนจะต้องคิดเสนองานใหม่ออกสู่ตลาดเพราะไม่มีสังกัด ไหนจะต้องหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งก็ไม่ค่อยราบรื่นนักเพราะว่าโมซาร์ทใช้เงินเก่งทีเดียว โมซาร์ทเสียชีวิตเมื่ออายุ 35 ปี ที่เวียนนาจากสาเหตุที่ยังสันนิษฐานกันอยู่ว่ามาจากอะไรแน่ และ เขายังทำงานจนนาทีสุดท้าย คือ การแต่งเพลงสวดงานศพ แต่ทำไม่จบ งานของโมซาร์ทนั้นนักวิชาการด้านดนตรีบอกว่าเป็นแบบคลาสสิคบริสุทธิ์ คือ เสนอความงามของเสียงดนตรีที่เรียบเรียงอย่างดีเพื่อความจรรโลงใจของผู้ฟัง แต่จะไม่ก่อความสะเทือนอารมณ์ของคนฟังไม่ว่าจะเศร้าสลด หรือ หวานหยดย้อย สิ่งที่ทำให้ดนตรีโมซาร์ทโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมสมัยและผลงานของเขาเป็นอมตะอยู่จนทุกวันนี้คือ ความง่ายแต่งามของงานดนตรีที่ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ง่ายๆ ซึ่งว่ากันว่าจะทำให้งานของเขามีคนฟังต่อไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือมนุษย์อีกต่อไป ------------------------------------------------ Credit รูปภาพ จาก http://th.wikipedia.org

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2556

อาหารฝรั่งเศส

อาหารฝรั่งเศส
อาหารสังคมสำหรับทุกคน ได้รับการยืนยันยูเนสโกแล้ว
อาหารฝรั่งเศสได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นสิ่งที่พิเศษ จากผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารทั่วโลก ยิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการยูเนสโก (องค์การสหประชาชาติศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม)ได้โหวตให้อาหารการกินของฝรั่งเศส(กาสโทรโนมิก มีล) เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ในบรรดา 47 วัฒนธรรม นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ด้านอาหารได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2003 เป็นคู่ขนานกับมรดกโลก
ขณะที่ได้รับข่าวดีใหม่นี้ ซึ่งเป็นเกียรติแก่ประเทศฝรั่งเศส เราเกรงว่าจะสร้างภาพลักษณ์ให้อาหารฝรั่งเศส มีความ พิเศษ หรู เหมาะสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าที่จะเป็นสำหรับคนทั่วไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ต่อไปนี้เราจึงนำเสนอในด้านที่ถูกต้อง เหตุใดคณะกรรมการยูเนสโกจึงได้ลงมติเช่นนั้น
ว่าด้วย เรื่องอาหารการกิน(กาสโทรโนมิก มีล) ยูเนสโก ได้หมายถึง จารีตประเพณีที่ได้ออกแบบมาของสังคม เพื่อ การเฉลิมฉลองช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของบุคคลและกลุ่ม ผ่านศิลปะการกินและการดื่ม ที่ดี ใช้เวลาร่วมกันและเสริมสร้างมิตรภาพ ระหว่างคอร์สอาหารที่หลากหลาย มื้อแห่งความสุข ตั้งแต่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนอาหาร, อาหารเรียกน้ำย่อย, อาหารจานหลัก, สลัด, ชีส, ขนมและไวน์ นั่นคือพิธีการรับประทานทั้งหมด ,ความลงตัวของอาหาร และไวน์ ลำดับการรับประทานอาหาร การจัดโต๊ะ การพูดคุย ซึ่งอาหารการกินแบบฝรั่งเศสนี้ เป็นสิ่งที่ยูเนสโก เล็งเห็นการอนุรักษ์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม
ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น สำหรับเรา ที่อาศัย ในจังหวัดเชียงใหม่ มี ร้านอาหารฝรั่งเศส ที่ตกแต่งหรูหรา นี่คงเป็นสาเหตุ ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าอาหารฝรั่งเศสเข้าถึงยาก ซึ่งทั้งคุณมาร์โค จากร้าน Chez Marco และคุณ ชอง จาก La Terrasse แสดงแง่คิดอีกมุมมอง ดูจากเมนูของพวกเขา สนนว่ามีราคาที่ความเหมาะสมและบ่อยๆบางรายการยังถูกกว่าอาหารอิตาเลี่ยน อาหารฝรั่งเศสใครๆก็รับประทานได้ และเงิน ไม่ใช่ปัญหา
ในความเป็นจริง ร้านอาหารฝรั่งเศสก็ มีอาหารอื่นๆไว้บริการเหมือนร้านทั่วๆไปเช่น สเต็ก เมนูทะเล สลัด ฯลฯ อะไร คืออาหารฝรั่งเศสแท้ บริบทของการรับประทานอาหารอย่างที่องค์กรยูเนสโกชี้ให้เห็นก็คือ การผสมผสานของอาหารแต่ละจาน และเครื่องดื่ม คือจุดสำคัญ

ดังนั้นอาหารฝรั่งเศสที่สมบูรณ์แบบประกอบด้วย?คุณ ชอง จาก La Terrasse ได้ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นถึงนิสัยการรับประทานอาหารแบบฝรั่งเศส
โดยทั่วไปจะเริ่มด้วย การดื่มเแอลกอฮอล์ก่อนอาหาร ตามด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยเช่นซุปผักและเนื้อสัตว์บด ปาเต (มีส่วนผสมของเนื้อ และไขมัน) หลังจากนั้นมาถึงอาหารจานหลักได้แก่ ปลาหรือเนื้อ หรือทั้งสองอย่างเสิร์ฟพร้อมสลัดผักเขียว อาหารจานหลักมีความหลากหลายและซับซ้อน ปรุงแต่ง โดยเชฟ สองเมนูที่คนนิยม คือ เบอฟฺ บัวร์กิงอน และ ค็อก โอ เวอน สตูว์เนื้อ และไก่ต้มในไวน์แดงส่วนเครื่องเคียงที่ต้องมีคือ มันฝรั่งบด หรือผัด และ ต้องเสิร์ฟขนมปังตลอด หลังจากอาหารจานหลักสิ่งที่ขาดไม่ได้คือชีส มีรายงานมาว่าฝรั่งเศสมีชีสมากกว่า 1000 ชนิด แต่ที่ได้รับความนิยม คือ คะมอมแบร์ อาจตามด้วยขนมหวาน ท้ายสุดนี้ ที่จะต้องกล่าวถึง เครืองดื่มที่คนฝรั่งเศสดื่มเวลารับประทานอาหาร คือน้ำเปล่า และไวน์เท่านั้น ไวน์ช่วยให้รับรู้รสชาดอาหารได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีหลากหลายชนิด แต่เราสามารถเลือกดื่ม เฮาส์ไวน์ถือว่ารสชาดดีทีเดียว
เรื่อง ของอาหารฝรั่งเศสทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ เราเกือบลืมสาธยายลักษณะอันโดดเด่นของการรับประทานอาหารฝรั่งเศส คงเป็นในเรื่องความโรแมนติก ซึ่งคุณอาจต้องเก็บไว้ในใจเพื่อเป็นทางเลือก ในการมองหาสถานที่รับประทานอาหารในวันวาเลนไทน์ที่ใกล้จะถึง


อ้างอิง ; http://www.diningguidechiangmai.com/2011/01/french-cuisine.html?m=1

แชมเปี้ยนเจปัง สูตรดังเขย่าโลก

แชมเปี้ยนเจปัง สูตรดังเขย่าโลก



เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นที่ เกี่ยวกับการทำขนมปัง โดยพระเอกของเรื่องนั้น ใฝ่ฝันอยากจะมีขนมปังของประเทศญี่ปุ่น 
แต่ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างขนมปังจึงไม่เป็นที่นิยมในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งการ์เรื่องนี้สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับขนมปัง 
หลายๆประเทศ อาทิขนมปังฝรั่งเศส เพราะพระเอกของเรานั้นได้เข้าไปทำงานที่ 'ปังตาเซีย' ร้านขนมปังฝรั่งเศสซึ่งเป็นสถานที่เริ่มต้นของการตามล่าความฝันของพระเอก 
มีทั้งหมด 69 ตอน
http://www.youtube.com/watch?v=nsknE8uJoOg