วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

นักบุญประจำเดือนกุมพาพันธ์ วันที่11 (happy birth day to me)


แม่พระประจักษ์ที่ลูร์ดส์
 4 ปี เท่านั้น หลังจากที่พระสันตะปาปาปีโอที่ 9 ได้ประกาศเป็นข้อความเชื่อ ( 8 ธันวาคม 1854) ที่ว่า “พระนางมารีย์ทรงเป็นผู้ปฏิสนธิอันนิรมล” เพราะพระนางเป็นผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพระจิตเจ้า และเป็นผู้ที่ได้รับการคุ้มครองรักษาให้พ้นจากบาปทุกชนิด

ในวันที่ 11  กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1858  พระนางมารีย์ได้ประจักษ์มาหานักบุญ แบรนาแดท ที่ถ้ำมาสซาเบียลในเทือกเขาพีเรนิสบอกว่าพระนางคือ “ผู้ปฏิสนธิอันนิรมล”พระนางได้ประจักษ์มาหานักบุญ แบรนาแดท รวมทั้งหมด 18 ครั้งด้วยกันจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคมปีเดียวกันนั้นเอง

“อัศจรรย์” ที่ลูร์ดส์ยังคงอยู่เสมอคือ  ศีลมหาสนิท นอกเหนือไปจากปรากฎการณ์ทางศาสนาแล้ว ประสิทธิภาพของสารหรือข่าวดีขั้นพื้นฐานของพระวรสารก็ยังคงอยู่ และพระนางมารีย์ก็ยังคงเรียกร้องจาก เรามนุษย์อยู่เสมอๆ คือ “การกลับใจ” และจากพฤติกรรมอันนั้นเองพระคริสตเจ้าพระองค์ได้ประทานเนื้อ และโลหิตของพระองค์ “เพื่อความรอดของเรามนุษย์” จากการที่พวกคนป่วยยอมรับทนความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ด้วยความยินดีพร้อม ๆ กับพระคริสตเจ้าและจากการที่เด็กหนุ่มสาวจำนวนมากที่ได้เสียสละอุทิศตนในการช่วยเหลือคนที่น่าสงสารและผู้ประสบความทุกข์ยากลำบาก รวมทั้งบรรยากาศที่เข้มข้นไปด้วยการสวดภาวนาอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อนที่ลูร์ดส์นั้นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ หากเราจะไม่ได้มองสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้โดยอาศัยแสงสว่างของบูชามิสซาที่ได้จัดให้มีขึ้นที่เมืองของแม่พระแห่งนี้เป็นสิ่งแรก เพื่อที่เราจะต้องมองดูและทำความเข้าใจว่าเป็นพระคริสตเจ้าในบูชามิสซาเองที่เสด็จผ่านไปพลางอวยพรคนเจ็บป่วยในขณะเดียวกันเป็นพระองค์เองที่เป็นผู้นำข่าวและเป็นผู้ที่ให้การช่วยให้รอดหรือการรักษาให้หายนั้นได้สำเร็จ ไป
ระลึกถึงแม่พระประจักษ์ที่ลูร์ดส์
....................................................................

11 กุมภาพันธ์
คำภาวนาทูลขอและข้อปฏิบัติ

1. ขอให้ความศรัทธาภักดีต่อพระนางมารีย์จงเป็นพละกำลังแห่งชีวิตคริสตชนสำหรับทุกคน
2. ขอให้ทุกคนได้มีจิตสำนึกว่าความศรัทธาภักดีต่อพระนางมารีย์ช่วยนำ เราไปสู่บูชามิสซา (ศีลมหาสนิท)
3. ขอให้พระนางมารีย์ได้สะกิดหัวใจของเรา และเรียกเรา  “ให้กลับใจ” อยู่เสมอเป็นนิจ
4. ข้าแต่พระนางมารีย์โปรดให้เราเข้าใจคุณค่าของการทนทุกข์ยากลำบากที่เราได้ถวายแด่พระเจ้า

วันพฤหัสบดีที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2558

นักบุญประจำเดือน วันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 2-8 มกราคม


สมโภชพระคริสตเจ้าสำแดงองค์
EPIPHANY OF THE LORD
ความปรารถนาอันแรงกล้าของพระเยซูเจ้าผู้สถาปนาพระศาสนจักร  และของพระศาสนจักรเองในทุกยุคทุกสมัย ก็คือความต้องการให้มนุษยชาติมีเอกภาพที่แท้จริง ได้เป็นครอบครัวเดียวกัน

หนทางที่มุ่งไปสู่สากลภาพ

มนุษยชาติกำลังมุ่งไปสู่สากลภาพซึ่งจนบัดนี้ก็ยังไม่เคยได้บรรลุถึงเลย และถ้าหากจะสามารถบรรลุถึงจุดหมายนี้แล้ว รูปโฉมของมนุษย์ก็คงจะต้องเปลี่ยนไป วัฒนธรรมอันดีงามต่างๆ ก็คงจะไม่จำกัดอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งโดยเฉพาะ   และความเจริญทางเทคโนโลยีก็คงจะเป็นของทุกชาติทุกภาษาโดยเท่า เทียมกัน และนี่แหละที่จะเป็นความหวังอันน่าชื่นชมยินดีสำหรับมนุษย์เราในสมัยนี้

แต่ว่ามนุษย์มีวิธีการอะไรที่จะทำให้ความใฝ่ฝันนี้ได้สำเร็จไป?

ที่จริงมนุษย์ได้เคยทดลองใช้วิธีการมากมายหลายสิบชนิดแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยได้พบกับความสำเร็จ ตรงข้ามหลายๆครั้ง กลับก่อให้เกิดปัญหาด้วยซ้ำไป

ต้องใช้กำลังหรือ?


เรื่องนี้อดีตได้สอนเอาไว้อย่างดีแล้วว่า การใช้กำลังมีแต่จะนำความพินาศมาสู่มวลมนุษย์

หรือว่าให้เรามอบความหวังกับเทคโนโลยีสมัยใหม่?

แต่ว่าบ่อยๆ เทคโนโลยีเหล่านี้มักจะไม่สนใจเรื่องความเป็นบุคคลของเรามนุษย์ มิใช่หรือ?

และที่สุด เราที่เป็นคริสตชนมีอะไรจะเสนอแนะในเรื่องนี้?

ตามพระคัมภีร์มนุษย์คนแรกที่ได้เชื่อในสากลภาพคือ อับราฮัม บิดาแห่งชนชาติ

พระเจ้าได้ทรงสัญญากับท่านไว้ว่า ในวันหนึ่งข้างหน้าบรรดาประชาชาติต่างๆจะมาร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในพงศ์พันธุ์ของท่าน และท่านก็ได้เชื่อ  เป็นพฤติกรรมอันแรกของความเชื่อที่มนุษย์ได้แสดงออก

ประชาชาติจะเดินไปสู่แสงสว่างของพระเจ้า

 ประชาชาติอิสราแอลได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รวบรวมประชากรทั้งหลาย  ให้เป็นหนึ่งเดียวกันในพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม และดังนี้พระสัญญาแห่งสากลภาพก็จะบรรลุถึงความสำเร็จ

ชาวอิสราแอลได้เชื่ออย่างผิดๆว่าพวกเขาสามารถสร้างเอกภาพดังกล่าวขึ้นมาได้ด้วยการปฏิบัติตามกฎระเบียบอะไรบางอย่าง เช่น การถือธรรมบัญญัติ การถือวันสับบาโต  การเข้าสุหนัต ฯลฯ

แต่ว่าจะเป็นความเชื่อของอับราฮัมที่จะสามารถรวบรวมชนชาติทุกภาษาให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

การประกาศว่าจะต้องมีประชากรใหม่ของพระเจ้าที่ไม่จำกัดเชื้อชาตินั้น  ได้รับการตระเตรียมล่วงหน้าในประชากรเลือกสรรและได้สำเร็จเป็นไปในองค์พระคริสตเจ้า  เพราะในแผนการณ์ของพระบิดาเจ้า เป็นพระองค์เองที่จะทรงรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ในองค์พระเยซูคริสตเจ้า (อฟ. 1: 9 - 10 ) และทุกสิ่งที่ แตกแยกกันออกไปก็จะพบเอกภาพในพระองค์    ( อฟ. 3:6 )

โดยการเรียกปราชญ์จากแดนตะวันออก พระเยซูเจ้าได้เริ่มรวบรวมประชากรเพื่อที่จะสรรสร้างให้ เป็นครอบครัวใหญ่ของมนุษยชาต
สมโภชพระคริสตเจ้าสำแดงองค์ 
........................................................

EPIPHANY OF THE LORD
วันอาทิตย์ระหว่างวันที่ 2-8 มกราคม
โดยการดังกล่าวจะสำเร็จลงอย่างบริบูรณ์ก็ต่อเมื่อความเชื่อใน พระเยซูคริสต์จะทำให้กำแพงที่กั้นมนุษย์มิให้รวมกันจะได้พังพินาศไป และเมื่อนั้นแหละที่มนุษย์แต่ละคนจะมีจิตสำนึกว่าพวกเขาคือบุตรพระ เจ้า ได้รับการไถ่จากพระคริสต์อย่างเท่าเทียมกันและเป็นพี่น้องกัน

ประชากรใหม่ที่ว่านี้คือพระศาสนจักรซึ่งเป็นสังคมของผู้มีศรัทธา

ตลอดกระแสศตวรรษพระศาสนจักรได้ตระหนักและได้เป็นองค์พยานสำหรับการเรียกอันมีลักษณะสากลนี้    คือการเรียกมนุษย์ทุกคนให้ไปสู่การช่วยให้รอดโดยอาศัยผลงานแห่งการสร้างเอกภาพของพระคริสตเจ้า

ดังนั้น    ภาพนิมิตสุดท้ายของพระธรรมใหม่ในหนังสือวิวรณ์จึงมีความหมายมาก ( วว. 7: 4-12; 15: 3-4; 21: 24-26 ) คือ ชนทุกชาติทุกภาษาจะมากราบไหว้นมัสการพระเจ้า ผู้เป็นกษัตริย์แห่งชนชาติทั้งหลาย พวกเขาจะพักอาศัยอยู่ในกรุงเยรูซาเลมใหม่ และในกรุงเยรูซาเลมใหม่นี้ครอบครัวของมนุษยชาติจะพบกับเอกภาพที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง

มีดาวดวงหนึ่งปรากฏให้เห็นบนท้องฟ้าเสมอ

เวลาที่เราพูดถึงเรื่อง “เอกภาพ” ก็เสี่ยงที่จะทำให้เข้าใจผิดได้ง่ายๆ เพราะบ่อยๆ เรามักจะเข้าใจว่า “เอกภาพ” คือเอกรูปที่ต้องมีอะไรเหมือนๆ กันหมด นั่นก็คือต้องขจัดความแตกต่างใน แต่ละคนให้หมดสิ้นไปโดยให้แต่ละคนเท่าเสมอกันหมด   ความคิดดังกล่าวนี้มิใช่เป็นความคิดที่ถูกต้องเลย เพราะว่าความแตกต่างกัน  และความหมายหลายหลากของอุปนิสัยของแต่ละชาติคือความมั่งคั่งของมนุษยชาติ เช่นเดียวกันสำหรับข้อเท็จจริง ที่ว่าพระศาสนจักรต้องเป็นหนึ่งเดียวและสากลนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่มีวิธีการที่แตกต่างกันออกไปสำหรับจะเจริญชีวิตด้วยความเชื่ออย่างเดียวกัน

เป็นระยะเวลาที่เนิ่นนานเกินไปที่พระศาสนจักรได้ไปผูกพันตัวเองกับวัฒนธรรมของโลกตะวันตก และกับคนขาวเพื่อที่จะพิมพ์คริสตศาสนาให้ออกมาในรูปแบบของชนชาวยุโรป  แต่ว่าพระศาสนจักรของพระคริสตเจ้าจะต้องไม่เป็นพระศาสนจักรของชนชั้นกรรมกร หรือของชนชั้นผู้ดี หรือของชนชั้น   นายทุน เพราะประตูของพระศาสนจักรเปิดกว้างสำหรับทุกคน

คริสตชนที่แท้จริงจะต้อง ไม่ปฏิเสธความแปลกใหม่ แต่ก่อนอื่นเขาจะต้องทำการพิสูนจ์ว่าสิ่งแปลก ใหม่เหล่านั้นจะต้องไม่ใช่มิติใหม่ของความเชื่อในพระองค์พระคริสตเจ้าเท่านั้น ประสบการณ์ต่างๆมากมาย ในปัจจุบันนี้ซึ่งหลายๆ ครั้งอาจจะเป็นที่สะดุดสำหรับคนบางประเภท แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นยาชุบชูกำลัง ให้กับชีวิตของพระศาสนจักร พระคริสตเจ้าให้บทเรียนแต่เพียงบทเดียวแก่เราว่า “จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดดวงใจและจงรักผู้อื่นเหมือนรักตัวเอง”(เทียบ มก 1:2 30;  ยน 13:34) ในบทเรียนบทนี้ที่เราจะพบความหมาย และทิศทางนี่แหละที่เป็นดาวดวงนั้น ที่เราจะต้องเฝ้าติดตามสำหรับจะบรรลุถึงเป้าหมายและเอกภาพที่แท้จริง

นักบุญประจำเดือน มกราคม วันที่ 1


สมโภชพระนางมารีย์พระชนนีพระเป็นเจ้าMARY,MOTHER OF GOD NEW YEARS DAY
วันที่ 8 หลังจากการฉลองพระคริสตสมภพ ( 25 ธันวาคม ) เราคริสตชนทำการฉลอง“พระนางมารีย์ พระชนนีพระเจ้า” แต่ว่า วจนพิธีกรรมในวันฉลองวันนี้แทนที่จะเน้นที่“พระนางมารีอา” กลับไปเน้นที่ “พระบุตรของพระนางและพระนามของพระบุตร”

นักบุญเปาโลได้ย้ำถึงผลงานของการช่วยให้รอดที่ได้สำเร็จลงในองค์พระเยซูคริสตเจ้า ซึ่งพระนางมารีอาเองก็ได้มีส่วนอยู่ด้วย เพราะว่าเป็นพระนางเองที่พระบุตรพระเป็นเจ้าสามารถเสด็จลงมาในโลกนี้ในฐานที่ทรงเป็นมนุษย์จริง ๆ คนหนึ่ง ส่วนพระวรสารของวันนี้ได้จบลงด้วยการตั้งพระนาม “เยซู” ให้กับพระผู้เพิ่งได้บังเกิดมา  ในขณะที่พระนางมารีย์ทรงมีส่วนร่วมในรหัสธรรมของพระบุตรพระเป็นเจ้าองค์นี่อย่างเงียบๆ

แม้ว่าวจนพิธีกรรมในการฉลองในวันนี้จะมุ่งความสนใจไปหา “องค์พระบุตร” แต่ก็มิได้ทำ ให้บทบาทของผู้ที่เป็น “พระชนนีพระเจ้า” ด้อยลงไปแต่อย่างใด การที่พระนางมารีย์เป็นพระชนนีพระเจ้าจริง ๆ ก็เพราะความสัมพันธ์ที่พระนางมีต่อพระบุตรอย่างแนบแน่นนั่นเอง ดังนั้น ยิ่งเราคริสตชนจะให้ความคารวะต่อพระนางเพียงใด พระบุตรก็ยิ่งจะได้รับการถวายพระเกียรติมากขึ้นเท่านั้น

การที่เราเรียกพระนางมารีย์ว่าเป็นพระชนนีพระเจ้า เป็นการแสดงให้เห็นถึงภาระหน้าที่ที่พระนางมีในประวัติศาสตร์แห่งความรอด  และจากข้อเท็จจริงประการนี้แหละที่เป็นที่มาของความศรัทธาภักดีชนิดต่างๆ ที่บรรดาคริสตชนมีต่อพระนางมารีย์ เพราะว่าพระนางได้รับพระคุณมากมายจากพระเป็นเจ้ามิใช่สำหรับพระนางแต่เพียงผู้เดียว แต่ว่าเพื่อจะนำพระคุณ เหล่านั้นไปให้กับมวลมนุษย์อีกทอดหนึ่ง

พระชนนีพระเจ้าและพระมารดาของมนุษยชาติ
พระนาม “เยซู” อันมีความหมายว่า “พระเจ้าทรงช่วยให้รอด” ได้ช่วยนำเราให้เข้าสู่ธรรมล้ำลึกของพระคริสตเจ้าอย่างเต็มเปี่ยม คือ จากการรับเอากายในครรภ์ของพระมารดา โดยเดชะพระจิต จนถึงการบังเกิด การเข้าพิธีสุหนัต และไปสิ้นสุดที่รหัสธรรมปาสกาคือที่การสิ้นพระชนม์และการกลับคืนชีพ พระเยซูเจ้าจึงเป็นพระพรที่ครบบริบูรณ์ของพระเจ้า  เป็นพระพรของการช่วยให้รอด และเป็นสันติภาพสำหรับมนุษย์ทุกคน

พวกเราได้รับการช่วยให้รอดในพระนามของพระองค์  (กจ. 2:21; รม.10:10,13) แต่ว่าการช่วย ให้รอดนี้ได้มาสู่มวลมนุษย์โดยผ่านทางพระนาง    มารีย์ และพระนางได้แบ่งปันพระคุณนี้ให้กับประชากรของพระเจ้า  ดังเช่นที่เมื่อครั้งหนึ่งพระนางได้ให้กับพวกคนเลี้ยงแกะ  พระนางมารีอาได้ให้ชีวิตมนุษย์แก่พระบุตรพระเจ้า และได้แบ่งปันชีวิตพระให้กับมนุษย์สืบมา ด้วยเหตุนี้ พระนางจึงได้รับการคารวะให้เป็นพระมารดาของมนุษย์ทุกคนซึ่งพระนางได้กำเนิดชีวิตพระให้

เช่นเดียวกับบรรดาคริสตศาสนิกชนทั้งหลาย พวกเราให้ความคารวะแด่พระนางมารีย์พรหมจารี ผู้ซึ่งพระสังคายนา ณ เมืองเอเฟซัส ได้ประกาศอย่างสง่าว่าพระนางทรงเป็นพระชนนีของพระเจ้าเพราะพระคริสตเจ้าได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นบุตรพระเจ้าและเป็นมนุษย์ด้วย(UR 15)

พระมารดาแห่งสันติภาพ
ในพระนามของพระนางมารีย์  พระชนนีพระเจ้าและมารดาของปวงมนุษย์ ที่ทั่วโลกทำการฉลอง “วันแห่งสันติภาพ”   ในวันนี้เป็นสันติภาพที่พระนางได้ค้นพบในความรักต่อองค์พระเจ้า เป็นสันติภาพที่พระเยซูเจ้าได้นำมาให้กับมนุษย์ทุกคนที่มีความเชื่อในพลังแห่งความรัก

สันติภาพในความหมายของพระคัมภีร์คือ พระคุณสุดวิเศษของพระแมสซียาห์ซึ่งหมายถึงการช่วย ให้รอดที่พระเยซูเจ้าได้นำมาให้ และการที่เราได้คืนดีและมีสันติกับพระเจ้า นอกนั้นสันติภาพยังเป็นค่านิยมสูงส่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องพยายามช่วยกันสร้างสรรขึ้นมาให้ได้เป็นต้นในระดับนานาชาติ
สมโภชพระนางมารีย์พระชนนีพระเป็นเจ้า
........................................................

( MARY,MOTHER OF GOD NEW YEARS DAY )
วันที่   1 มกราคม
ความเชื่อในพระคริสตเจ้า  สันติภาพระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ และสันติภาพระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เป็นภาระหน้าที่ที่คริสตชนทั้งหลายจะต้องมีบทบาทอย่างเต็มที่เสียก่อน เพราะว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญมากๆ ที่จะก่อให้เกิดสันติภาพในโลกโดยทั่วๆ ไป สันติภาพของพระคริสตเจ้ามิได้แตกต่างอะไรไปจากสันติภาพที่มนุษย์ทุกคนปรารถนาอยากได้ จึงควรที่เราทุกคนจะได้อุทิศชีวิตเพื่อจะได้มาซึ่งสันติภาพดังกล่าวนี้

พระศาสนจักรไม่เคยหยุดที่จะให้ความสนใจถึงความจำเป็น ที่เราทุกคนจะต้องมีส่วนช่วยกันสร้างสันติภาพที่แท้จริง สันติภาพที่แท้จริงนี้ต้องตั้งอยู่บนความจริง ความยุติธรรม ความรัก และเสรีภาพ ซึ่ง เปรียบเสมือนเสาหลัก 4 ต้นของบ้านแห่งสันติภาพที่เปิดกว้างต้อนรับทุกๆคน(พระสันตะปาปายอห์น ที่ 23, 11-4-1963)

ต้องยุติสงครามและการสร้างอาวุธ 
พระสันตะปาปาปอล ที่ 6  ได้กล่าวไว้ในโอกาสเสด็จไปที่องค์การ   สหประชาชาติที่กรุงนิวยอร์ค ว่า “...จะต้องหยุดการต่อสู้หักล้างกันเสียที...พฤติกรรมเช่นนี้จะต้องไม่มีอีกต่อไป...  และด้วยจุดประสงค์ดังกล่าวสหประชาชาติจึงได้เป็นตัวเป็นตนขึ้นมาสำหรับยุติสงครามและสร้างสันติภาพขึ้นแทน พวกเรายังคงจำคำพูดของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ยอห์น เอฟ เคนาดี้ ได้  ที่กล่าวว่า “มนุษยชาติจะต้องยุติสงครามให้ได้ หรือจะให้สงครามยุติพวกเรา”  ไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดมากมายสำหรับประกาศเป้าหมายอันสูงส่งของสถาบันแห่งนี้ (=สหประชาชาติ) ให้เราเพียงแต่คิดถึงหยาดเลือดของมนุษย์จำนวนนับล้านๆ และความทุกข์ทรมานอีกนับจำนวนไม่ถ้วนที่มักจะเงียบหายเข้าไปในกลีบเมฆ รวมทั้งซากปรักหักพังต่างๆ ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ  เหล่านี้ได้พยายามที่จะช่วยสร้างสรรสันติภาพ และกำลังหาหนทางที่จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ในอนาคตของโลกให้จงได้ คือ จงยุติสงครามเสียเถิด

“สันติภาพจะต้องคอยนำโชคชะตาของปวงชนและมนุษยชาติทั้งหมดถ้าพวกท่านต้องการเป็นพี่น้องกันก็จงปลดอาวุธเสีย เราไม่สามารถรักกันได้โดยที่ยังมีอาวุธร้ายอยู่ในมือ” (สุนทรพจน์ที่องค์การสหประชาชาติ 4 ตุลาคม 1995)
 

วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

จำ 12 tense

หากคุณเคยมีปัญหากับ “ภาษาอังกฤษ”ศัพท์ก็ยาก ไหนไวยากรณ์อีกเพียบ 'Tense'ที่ทั้งท่องทั้งจำกันมาตั้งแต่เด็ก แต่ยังไง๊..ยังไง ก็ไม่เข้าหัว วันนี้ Life on campus ไปเจอเคล็ดลับดีๆ ในเพจจีบัน ดอท คอม โดยคุณเอมได้เขียนสรุปทั้ง 12 tense อ่านแล้วเข้าใจง่าย จนคุณต้องร้อง...อ๋อ!!! ถ้าพร้อมแล้วไปดูสูตรเด็ดเคล็ดไม่ลับจำ 'Tense' ของคุณเอมกันเลย...
      
       มาเริ่มกันที่...
      
       ก่อนอื่นเราดูตารางคร่าวๆ ก็จะเห็นว่าตารางนี้ มี 4 คอลัมน์ กับอีก 3 แถว รวมทั้งหมดไฝว้กันออกมาได้เป็น 12 ช่อง
       โดยที่หัวตารางด้านบนในแนวตั้ง จะเป็นสิ่งที่เรียกว่า tense จะมี 4 อัน คือ
      
       1. Simple  2. Continuous  3. Perfect  4. Perfect Continuous
      
       ส่วนหัวตารางด้านซ้ายในแนวนอนจะเป็น time (เวลา) จะมี 3 อัน คือ
      
       1. Present ( ปัจจุบัน)  2. Past (อดีต)  3. Future (อนาคต)
      
       ***ค่อยๆ ดูไปด้วยกันทีละคอลัมน์ในแนวตั้ง เวลาอ่านชื่อ tense ก็อ่านช่องด้านซ้ายก่อน แล้วก็ต่อด้วยช่องด้านบน
'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        ช่องแรกคือ Simpleง่ายสุดเลย
       
       • Present Simple เป็นแบบที่เราเรียนกันมาง่ายๆ เลย “Sub + V1” (เติม s/es เมื่อประธานเป็นเอกพจน์)
      
       • Past Simple ก็ง่ายอีก “Sub + V2” ไปเลย ในเมื่อ V2 มันก็คือกริยาที่ใช้สำหรับในอดีตอยู่แล้ว
      
        Future Simpleเอา “Sub + will + Vinf” โดยที่คำว่า will แปลว่า "จะ" มันจะทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยในประโยค ตามด้วย Vinf ก็คือ Verb ที่ไม่เปลี่ยนไม่เติมอะไรใดๆ ทั้งสิ้น หรือแบบที่เราจำกันมาตลอดว่า Sub + will + V1 นั้นแหละ เราก็จำว่า ถ้าจะบอกว่า จะทำนู้น จะไปนี่ จะเอานั่น เราก็แค่ใช้ “will + verb” ข้างหลังที่ไม่ต้องไปเติมไรให้มันอีก เพราะ will บอกไปหมดแล้วว่ามันเป็นอนาคต เราเหลือแค่ต้องบอกว่าจะทำอะไร แค่นั้นพอ อย่าเยอะ!
      
       ***ดังนั้นเมื่อไหร่เจอ I will eating. I will eaten. ผิดทันที !!!!!!!!!!***
'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        ช่องที่สองคือ Continuous รูปประโยคของมันจะเป็น V. to be + Ving
       (Verb to be ก็คือ is am are เป็น อยู่ คือ ที่ท่องกันมานั้นแหละ)
      
       "มันจะอยู่ช่วงเวลาไหน มันก็เป็น V.to be + Ving โดยที่เราผันตัว V.to be ไปตามเวลาของมัน แต่ Ving คงเดิมตลอด เพราะตัวที่บอกความเป็น Continuous คือ Ving"
       
        Present Continuous ก็เลยจะเป็น Sub + is/am/are + Ving ดังนั้นเมื่อไหร่เจอ I'm kicks. I'm loves. ผิดทันที!!! แต่ถ้าเจอ I'm kicked. I'm loved. อาจจะไม่ผิดนะ เป็นรูปประโยคแบบ Passive Voice ต้องแปลความหมายเอา แต่พวก I'm said....ผิดทันที
      
       • Past Continuous รูปประโยคแบบเดิมเปี๊ยบแต่เราผันตัว is/am/are ให้กลายเป็นอดีตไปซะ ก็จะได้เป็น Sub + was/were + Ving
      
       • Future Continuous พอเป็นอนาคต เราก็ต้องใช้ “will” มาบอกว่าเรา "จะทำ" แล้วหลัง will มันต้องไม่เปลี่ยน ไม่เติมอะไร เราก็เลยได้เป็น “Sub + will + be + Ving” และ “be” ตรงกลางนั่นก็มาจาก V. to be ไง จำได้มั้ยรูปประโยคต้องเป็น V.to be + Ving ตลอด
      
       สรุป ไปดูในรูปจะเห็นว่า ช่องContinuous ในแนวตั้ง ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน
       จะมีกรอบสีเหลืองที่เป็น V.to be ตลอด และที่สำคัญที่สุดคือ มีตัวสีส้ม คือ Vingตลอด !!!!!!!!!
'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        ช่องถัดมาคือ Perfect รูปของมันจะเป็น V. to have + V3 (ที่ดูเหมือนยาก แต่ก็ไม่ยากเลย)
      
       "มันจะอยู่ช่วงเวลาไหน มันก็เป็น V.to have + V3 โดยที่เราผันตัว V.to have ไปตามเวลาของมัน แต่ V3 คงเดิมตลอด เพราะตัวที่บอกความเป็น Perfect คือ V3"
       
       • Present Perfect ก็เลยเป็น "Sub + has/have + V3" ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ (He, She,I t, คน สัตว์ ของ 1 อัน) ก็ใช้ "has" ถ้าเป็นพหูพจน์ (You, We, They, คน สัตว์ ของมากกว่า 1) ก็ใช้ "have"
      
       • Past Perfect แบบประโยคเหมือนเดิม แต่เราต้องทำ has/have ให้มันเป็น ช่อง 2 เพราะ V2 คือ V ที่บอกอดีต แล้วช่อง 2 ของ has/have ก็คือ had เราเลยได้เป็น "Sub + had + V3" อุต๊ะ ง่ายจิมจิม!!
      
       • Future Perfect พอเป็นอนาคตก็ต้องบอกว่า "จะ..." เหมือนเดิม ได้เป็น "Sub + will + have + V3" เพราะหลัง will บอกแล้วว่า verb มันต้องธรรมดา ไม่เติม ไม่เปลี่ยน เลยต้องกลับมาใช้ have ธรรมดา แล้วก็ตามด้วย V3 ซะ ได้ Perfect ด้วย แล้วยังเป็น Future อีกต่างหาก 
      
       ***และใช้ have อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่has จำซะว่าเราเน้นบอกว่ามันเป็นอนาคต ส่วน Perfect เราแค่มี have + V3 มันก็ perfect แล้วไง ไม่ต้องไป has ให้มันเยอะ!! ดังนั้นเมื่อไหร่ใช้ will has ..... หรือ will had.....  หรือ will v3..... ผิดทันที !!!!!!!!***
       
       สรุป ไปดูในรูปจะเห็นว่า ช่อง Perfect ในแนวตั้ง ไม่ว่าจะช่วงเวลาไหน 
       จะมีกรอบสีพีชที่เป็น V.to have ตลอด และที่สำคัญที่สุดคือ มีตัวสีชมพู คือ V3 ตลอด !!!!!!!!!
'12 tense' จำง่าย...เข้าใจแบบไม่ต้องท่อง!!!
        สุดท้ายยยยยก็คือ Perfect Continuous
       
       "ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า Perfect Continuous มันก็เลยต้องมีทั้ง Perfectคือ have + V3 แล้วก็ Continuous ก็คือVing ด้วย รูปประโยคของมันก็เลยเป็น Sub + V. to have + V.3 (ซึ่งในที่นี้คือ been ซึ่งเป็นช่อง 3 ของ be) + Ving"
      
       • Present Perfect Continuous จากรูปแบบมันเราเลยได้เป็น"Sub + has/have + been + Ving" โดย has/have been ก็บอกความเป็น perfect ส่วน Ving ก็บอกความเป็น Continuous จับมาต่อกัน
      
       • Past Perfect Continuous จับ has/have มาทำเป็นอดีตซะ ที่เหลือไม่ต้องเปลี่ยน ก็ได้เป็น “Sub + had + been + Ving” ซึ่ง had ก็บอกว่าเป็นอดีต แล้ว had+been ก็บอกความเป็น perfect แล้ว Ving ก็บอกความเป็น Continuous ครบ!!!
      
       • Future Perfect Continuous เป็น future เมื่อไหร่ ใช้ will เมื่อนั้น! มี will เมื่อไหร่หลัง will เป็น have เท่านั้น เราก็เลยได้ว่า “Sub + will + have + been + Ving” โดย wil บอกความเป็นอนาคต have been บอกความเป็น perfect แล้ว Ving ก็บอกความเป็น Continuous !!!!!
      
       ***ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ใช้***
       will + has + been + Ving ผิดทันที!
       will + been + Ving ผิดทันที!
       will + have + be + Ving ผิดทันที !!!!!!!
      
       สรุป ไปดูในรูปจะเห็นว่า ช่อง Perfect Continuous ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลา ปัจจุบัน อดีต อนาคต
       จะมี Sub + V.to have ในกล่องสีพีช + been แล้วตบท้ายด้วย Ving ตลอด !!!!!!!!!!!
       

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

มาเรียนภาษาเยอรมันกันเถอะ! - ภาคไวยากรณ์


ชื่อเรียกของแต่ละตัวอักษรในภาษาเยอรมัน
ตัวพิมพ์ใหญ่
ตัวพิมพ์เล็ก
IPA
เสียงอ่านโดยประมาณ
A
a
[aː]
อา
B
b
[beː]
เบ
C
c
[tseː]
เซ
D
d
[deː]
เด
E
e
[eː]
เอ
F
f
[ɛf]
เอฟ
G
g
[geː]
เก
H
h
[haː]
ฮา
I
i
[iː]
อี
J
j
[jɔt]
ยอท
K
k
[kaː]
คา
L
l
[ɛl]
แอล์
M
m
[ɛm]
เอ็มม์
N
n
[ɛn]
เอ็นน์
O
o
[oː]
โอ
P
p
[peː]
เพ
Q
q
[kuː]
คู
R
r
[ɛr]
แอร์
S
s
[ɛs]
เอส
T
t
[teː]
เท
U
u
[uː]
อู
V
v
[faʊ]
เฟา
W
w
[veː]
เว
X
x
[ɪks]
เอ็กส์
Y
y
[ʏ́psilɔn]
อิบซิลอน
Z
z
[tsɛt]
เซ็ดด์
Ä
ä
[εː]/[aːʊ́mlaʊt]
แอ, อา อุมเลาท์
Ö
ö
[øː]/[oːʊ́mlaʊt]
เออ*, โอ อุมเลาท์
Ü
ü
[yː]/[uːʊ́mlaʊt]
อิ(ว),* อู อุมเลาท์

ß
[ɛstsɛ́t]
เอสเซ็ท
*เป็นเสียงที่ประมาณในภาษาไทยได้ยาก ให้ฟังเสียงในไฟล์ดีๆ

กฎทั่วไปในการออกเสียง
·       โดยทั่วไปเหมือนกับภาษาอังกฤษ
·       ระวังเรื่อง accent ด้วย คำส่วนใหญ่จะมี accent อยู่ที่พยางค์แรก แต่ก็มีคำยกเว้นที่เป็นคำซึ่งมาจากต่างประเทศอยู่เหมือนกัน
·       เสียงสระเป็นเสียงสั้นไม่ก็ยาว สระที่ลง accent จะออกเสียงยาว
·       แต่ถ้าหลังจากสระเป็นพยัญชนะสองตัวขึ้นไปเรียงติดกัน จะออกเสียงสระเป็นเสียงสั้น
·       คำประสมจะลง accent แยกจากกัน

เสียงสระ (เสียงอ่านภาษาไทยเป็นเสียงโดยประมาณ ลองฟังแล้วพยายามออกเสียงเลียนแบบเสียงจริง)
a
[aː]
อา
da, ja, Mal, Bahn*(*ถ้ามีตัว h หลังสระให้ออกเสียงสระยาว)
[a]
อะ
alt, Mann, halten
e
[eː]
เอ*
beten, geben, Tee* (*สระเรียงซ้อนกันจะกลายเป็นเสียงยาว)
[ɛ]
เอะ*
essen, den
[ə]
เออะ
Nase
i
[iː]
อี
Bibel, mir
[ɪ]
อิ
mit, finden, Sinn
o
[oː]
โอ
Not, Boot
[ɔ]
โอะ
offen, Gott
u
[uː]
อู
tun, Uhr
[ʊ]
อุ
unten, dumm
ä
[ɛː]
เอ
Bär, Dämon
[ɛ]
เอะ
ändern, Männer
ö
[øː]
เออ
Öl, Höhe
[œ]
เออะ
öffnen, können
ü
[yː]
อี(ว)
über, Bühne
[ʏ]
อิ(ว)
dünn, Hütte
ai
[aɪ]
ไอ
Mai
ei
Eis, mein
ay
Bayern
ey
Meyer
au
[aʊ]
เอา
Baum, Traum
äu
[ɔʏ]
ออย
Bäume, träumen
eu
neu, heute, Europa
ie
[iː]
อี
die, Biene, Liebe
(แต่ Familie ออกเสียง [iə] เพราะมาจากต่างประเทศ)

คำอธิบายอย่างไม่เป็นทางการของผู้เขียนสำหรับเสียงสระบางเสียง
·       ตัว e ออกเสียง “เอ” แต่ฉีกปากให้กว้างกว่าปกติ ในขณะที่ตัว ä ออกเสียง “เอ” ธรรมดา
·       เสียง ö ทำปากให้ริมฝีปากห่อเป็นวงกลมเหมือนจะพูดว่า “โอ” แต่ออกเสียงว่า “เอ” (o-e)
·       เสียง ü ทำปากให้ริมฝีปากห่อเป็นวงกลมเหมือนจะพูดว่า “อู” แต่ออกเสียงว่า “อี” (u-i)

เสียงพยัญชนะที่ควรระวัง
b, d, g
[b], [d], [g]
(พยัญชนะต้น) Bett, oben, du, Ende, Gas, gegen

[p], [t], [k]
(ตัวสะกด) ab, Raub, Hand, Kind, Tag, Zug
c
[k]
Computer
[s]
forcieren
[tʃ]
Cello
[ts]
Cäsar
ch
[x]
(หน้า a, o, u, auBach, Koch, Buch, Bauch

[ç]
(นอกจากนั้น) ich, Märchen, echt
chs
[ks]
Fuchs, wachsen
ds
[ts]
abends
ts
nichts, nachts
tz
Platz
dt
[t]
Stadt, Verwandte
h
[h]
haben, hin
(กรณีสระ + h จะกลายเป็นสระยาว) Fahrt, gehen
j
[j]
Japan, jetzt
-ig
[iç]
billig, König
(แต่ billige [bɪ́lɪgə], königlich [kǿːnɪklɪç])
-ng
[ŋ]
Prüfung, lang
ph
[f]
Philosophie, Physik
qu
[kv]
Quelle, Qual
pf
[pf]
(ออกเป็นเสียงเดียว) Apfel, Kopf, Pferd
r
[r]
(รัวลิ้นที่เพดานปาก) rot, fahren, rauchen
[ɐ]
(กลายเป็นเสียงสระ) der, Doktoraber, Butter
s
[z]
(หน้าสระ) also, reisen, sein
[s]
(กรณีอื่น) aus, Bus
ß
[s]
außer, Fuß
sch
[ʃ]
schlafen, schon, Tisch, Englisch
sp, st
[ʃp], [ʃt]
(ขึ้นต้นคำ) spät, sprechen, Student

[sp], [st]
(กรณีอื่น) Knospe, Fenster, Herbst
t
[t]
tot, trinken
[ts]
(ti เสียงต่อไป ในคำต่างประเทศ) Nation, Patient
th
[t]
Theater, Mathematik
tsch
[tʃ]
Deutsch, tschüs
v
[f]
Vater, vier, von

[v]
(คำจากต่างประเทศ) Villa, Universität
w
[v]
Wasser, wo
x
[ks]
Examen, Text
z
[ts]
Herz, Zeit

คำอธิบายอย่างไม่เป็นทางการของผู้เขียนสำหรับเสียงของบางพยัญชนะ
·       b, d, g ถ้าเป็นตัวสะกดให้ออกเป็น p, t, k ตามลำดับ
·       ch ที่ตามหลัง a, o, u หรือ au ออกเสียง ฮ+(สระก่อนหน้านั้น) แบบเป่าออกมาเพียงแต่ลมหายใจ อย่าง Bach, Koch, Buch, Bauch จะออกเสียงประมาณ บา(ฮ)า คอ(ฮ)อ บู(ฮู) เบาโ(ฮ)
·       -ig ออกเสียงราวๆ อิ(ฮิ) คล้ายๆ กับกรณี ch แต่เป็นเสียง ฮิ (มีแต่ลมหายใจ) ลงท้าย
·       sp, st ที่ขึ้นต้นคำ ออกเสียง เป็นเสียง ชุ (=shu) ต่างจากในภาษาอังกฤษที่ออกเป็นเสียง สะ
·       t ในคำจากต่างประเทศที่อย่าง Nation, Patient ออกเสียงเป็น [ts] ในกรณีนี้คือ Nat-si-on และ Pat-si-ent

ฝึกออกเสียง
ตัวเลข
1 eins
2 zwei
3 drei
4 vier
5 fünf
6 sechs
7 sieben
8 acht
9 neun
10 zehn
11 elf
12 zwölf
13 dreizehn
14 vierzehn
15 fünfzehn
16 sechzehn
17 siebzehn
18 achtzehn
19 neunzehn
20 zwanzig
21 einundzwanzig
22 zweiundzwanzig
30 dreißig
40 vierzig
50 fünfzig
60 sechzig
70 siebzig
80 achtzig
90 neunzig
100 hundert
101 hunderteins
1000 tausend
10000 zehntausend


ระวังการออกเสียงตัวเลข 16 sechzehn เซ็ก(ฮิ)-เซน กับ 60 sechzig เซ็ก(ฮิ)-ซิ(ฮิ)
·       ตัวเลข 13 ถึง 19 ก็คือ ถึง ตามด้วยคำว่า ~zehn (สิบ) คล้ายๆ กับภาษาอังกฤษที่เป็น thirteen, fourteen, fifteen… nineteen แต่ว่าให้ระวังคำอ่านของ 16 (sechzehnกับ 17 (siebzehn) ที่จะเพี้ยนไปจากปกติ sechs, 7 sieben
·       ตัวเลข 20, 30 … 90 นั้นตามหลังด้วย ~zig แต่ให้ระวังตรง 30 dreißig (เปลี่ยนจาก เป็น ß60 sechzig และ 70siebzig
·       22 อ่านว่า zweiundzwanzig ซึ่งแยกส่วนได้เป็น zwei|und|zwanzig คือ สอง|และ|ยี่สิบ
ในทำนองเดียวกัน 
23 คือ dreiundzwanzig (drei|und|zwanzig) สาม|และ|ยี่สิบ
หรือ 25 คือ fünfundzwanzig (fünf|und|zwanzig) = ห้า|และ|ยี่สิบ
สังเกตว่า 21 อ่านว่า einundzwanzig คือในกรณีนี้เลข อ่านว่า eins (ตัด ทิ้ง)
·       ตั้งแต่ 100 ขึ้นไปอ่านจากหลักทางซ้าย สองหลักสุดท้ายอย่างเช่น123 อ่านว่า hundertdreiundzwanzig (hundert|dreiundzwanzig)หนึ่งร้อย|สามและยี่สิบ

คำทักทาย
Guten Morgen, Herr Meyer! – Guten Morgen, Frau Müller!
Good morning, Mr. Meyer! – Good morning, Mrs. Müller!
อรุณสวัสดิ์ คุณไมเยอร์ – อรุณสวัสดิ์ คุณนายมุลเลอร์

Guten Tag, Doris! – Guten Tag, Ulrike!
Hello, Doris! – Hello, Ulrike! (จริงๆ Guten Tag แปลว่า Good day)
สวัสดี ดอริส – สวัสดี อุลริเก

Guten Abend, liebe Zuschauer!
Good evening, dear listeners!
สวัสดีตอนเย็นครับ ท่านผู้ฟังที่รัก

Gute Nacht!
Good night!
ราตรีสวัสดิ์

Wie geht es Ihnen? – Danke, gut. Und Ihnen? – Danke, auch gut.*
How are you? – I’m fine, thank you. And you? – I’m fine too, thank you.
สบายดีรึเปล่าครับ? – สบายดีค่ะ แล้วคุณล่ะคะ? – ผมก็สบายดีครับ

Wie geht’s dir? – Danke, gut. Und dir? – Danke, es geht.**
How’s it going? – Fine thanks. And you? – Well, so-so.
นายเป็นยังไงบ้าง? – ก็ดีนิ แล้วนายล่ะ? – ก็พอไหวล่ะนะ

Auf Wiedersehen! – Auf Wiedersehen!
Good bye! – Good bye!
ลาก่อนครับ – ลาก่อนค่ะ

Tschüs, bis morgen! – Tschüs! (ออกเสียงเป็น Tschüss ก็มี)
Bye, until tomorrow! – Bye!
แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะ – แล้วเจอกัน

Danke schön! – Bitte schön!
Thank you very much. – You’re welcome.
ขอบคุณมากครับ – ไม่เป็นไรค่ะ

* ประโยคใช้ถามคนที่ไม่สนิทกัน (Ihnen = คุณ)
** ประโยคใช้ถามคนที่สนิทกัน (dir นาย, เธอ, แก)

ชื่อฤดูกาล เดือน วัน ช่วงเวลา
ฤดูกาล
Frühling
[frýːlɪŋ]
spring
ฤดูใบไม้ผลิ
Sommer
[zɔ́mɐ]
summer
ฤดร้อน
Herbst
[hɛrpst]
fall, autumn
ฤดูใบไม้ร่วง
Winter
[vɪ́ntɐ]
winter
ฤดูหนาว

เดือน
Januar
[jánuaːr]
January
มกราคม
Februar
[féːbruaːr]
February
กุมภาพันธ์
März
[mɛrts]
March
มีนาคม
April
[aprɪ́l]
April
เมษายน
Mai
[maɪ]
May
พฤษภาคม
Juni
[júːni]
June
มิถุนายน
Juli
[júːli]
July
กรกฎาคม
August
[aʊgʊ́st]
August
สิงหาคม
September
[zɛptɛ́mbɐ]
September
กันยายน
Oktober
[ɔktóːbɐ]
October
ตุลาคม
November
[novɛ́mbɐ]
November
พฤศจิกายน
Dezember
[detsɛ́mbɐ]
December
ธันวาคม

วัน
Montag
[móːntaːk]
Monday
วันจันทร์
Dienstag
[díːnstaːk]
Tuesday
วันอังคาร
Mittwoch
[mítvɔx]
Wednesday
วันพุธ
Donnerstag
[dɔ́nɐstaːk]
Thursday
วันพฤหัสบดี
Freitag
[fráɪtaːk]
Friday
วันศุกร์
Samstag
[zámstaːk]
Saturday
วันเสาร์
Sonnabend
[zɔ́n|aːbənt]
Sonntag
[zɔ́ntaːk]
Sunday
วันอาทิตย์

·       Tag แปลว่า Day (วัน) วันส่วนใหญ่จึงลงท้ายด้วย ~tag
·       Mittwoch มาจาก Mitte (mid กลาง) Woche (week สัปดาห์) เพราะฉะนั้น Mittwoch จึงมีความหมายราวๆ mid-week หรือ “กลางสัปดาห์” นั่นเอง
·       Sonnabend เป็นคำที่ใช้ในแถบเยอรมันทางเหนือ มาจาก Sonne (sun พระอาทิตย์) Abend (evening ตอนเย็น) รวมกันอาจจะเป็น sun-evening อาจจะทำให้คิดว่าเป็นเย็นวันอาทิตย์ แต่จริงๆ ความหมายเดิมคือ “เย็นก่อนวันอาทิตย์” ก็คือวันเสาร์นั่นเอง

ช่วงเวลา
Morgen
[mɔ́rgən]
morning
เช้า
Vormittag
[fóːɐmɪtaːk]
late morning
สาย
Mittag
[mɪ́taːk]
noon
เที่ยง
Nachmittag
[náːxmɪtaːk]
afternoon
บ่าย
Abend
[áːbənt]
evening
เย็น
Nacht
[naxt]
night
กลางคืน

·       เหมือนก่อนหน้านี้ Mittag มาจาก Mitte (mid กลาง) Tag (day วัน)
·       vor แปลว่า in front of (ก่อนหน้า) ดังนั้น Vormittag จึงแปลว่า “ก่อนเที่ยง” หรือ สาย นั่นเอง
·       nach แปลว่า after, pass (หลังจาก) ดังนั้น Nachmittag ก็คือ “หลังเที่ยง” หรือ บ่าย นั่นเอง